การฝึกอบรมพนักงานขาย (Training Salesman)

เมื่อไม่นานมานี้ หลายบริษัทจะให้พนักงานขายลงสนามทันทีที่ว่าจ้าง โดยพนักงานขายได้รับตัวอย่างสินค้า สมุดสั่งซื้อ และคู่มือเพื่อใช้ในการขายในเขตที่รับผิดชอบ การฝึกอบรมถือเป็นสิ่งฟุ่มเฟือย เพราะบริษัทจะต้องเสียค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ฝึกอบบรม ซึ่งจะกินเวลาสองสามอาทิตย์ ไปจนถึงหลายเดือน ในบางธุรกิจ เช่น อุตสาหกรรมเหล็ก หรือระบบข้อมูลคอมพิวเตอร์อาจกินเวลาถึง 2 ปี จากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปช่วยสนับสนุนความคิดเรื่องการจัดการพนักงานขายว่า ระยะการฝึกอบรมที่เพิ่มขึ้นจะช่วยให้เกิดคุณค่ามากกว่าค่าใช้จ่าย เพราะลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ระวังในเรื่องค่าใช้จ่ายและคุณค่า นอกจากนี้พนักงานขายที่ได้รับการฝึกอบบรมจะสามารถทั้งด้านการขาย และเขียนรายงานได้ดีกว่า เนื่องจากมีความรอบรู้ดีกว่า โดยเฉพาะเมื่อต้องการขายสินค้าที่มีเทคนิคสูง หรือสินค้าหลายอย่างที่ไม่มีความสัมพันธ์กัน

ในการฝึกอบรมควรให้พนักงานขายรู้ในสิ่งต่อไปนี้
1.รู้จักบริษัทของตน
2.รู้จักผลิตภัณฑ์
3.รู้จักลูกค้า และรู้จักลักษณะของคู่แข่งขัน
4.รู้วิธีที่จะเสนอขายอย่างมีประสิทธิผล
5.รู้วิธีการทำงานในสนามและขอบข่ายความรับผิดชอบ

วิธีการฝึกอบรม ได้แก่ การบรรยาย สวมบทบาทตัวละคร ใช้เทปโทรทัศน์ ภาพยนตร์เกี่ยวกับศิลปะการขาย และผลิตภัณฑ์ของบริษัท

เนื่องจากการฝึกอบรมมีค่าใช้จ่ายสูง จึงมีคำถามว่าจะเป็นการดีกว่าหรือไม่ถ้าบริษัทรับพนักงานขายที่มีประสบการณ์จากบริษัทอื่นมาทำงาน ซึ่งผลประโยชน์ที่ได้อาจไม่ชัดเจนนัก บริษัทต้องเสียค่าจ้างในอัตราสูงกว่า ซึ่งอาจเท่ากับหรือมากกว่าค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมก็ได้ และถ้ามองในแง่ส่วนรวมแล้ว การดึงตัวพนักงานขายจะก่อให้เกิดความสูญเสียทางสังคม เนื่องจากเกิดการสูญเสียในการอบรมเฉพาะอย่างซึ่งไม่ได้นำมาใช้

การรับสมัครและคัดเลือกพนักงานขาย (Recruiting and Selecting Salesman)

หัวใจในความสำเร็จในงานขายก็คือ การมีพนักงานขายที่ดี ผลงานของพนักงานขายที่มีความสามารถปานกลางและที่มีความสามารถสูงจะแตกต่างกัน พนักงานขายมักจะเปลี่ยนงานบ่อย บริษัทจึงสูญเสียเงินจำนวนมากในการรับสมัครและคัดเลือกพนักงานขาย นอกจากนี้บริษัทต้องเสียค่าใช้จ่ายอย่างอื่น ๆ ให้กับพนักงานขายอีก เช่น เงินเดือน ค่าตอบแทน เบี้ยประกันและอื่น ๆ ซึ่งประโยชน์ที่บริษัทได้รับจากพนักงานขายก็คือยอดขายที่พนักงานขายทำได้ การเลือกพนักงานขายที่ดีจึงมีผลต่อบริษัทเป็นอย่างมาก การเลือกพนักงานขายที่ดีควรมีลักษณะอย่างไร เพราะเราย่อมสามารถตรวจสอบลักษณะที่ต้องการนั้นจากผู้สมัครได้

Mc.Murry ได้กำหนดลักษณะของพนักงานขายไว้ 5 ประการ คือ มีพลังสูง มีความเชื่อมั่นใจตัวเอง มีความต้องการอยากได้เงินอยู่ตลอดเวลา มีความขยัน และมีความคิดว่าข้อโต้แย้งอุปสรรคและการต่อต้านเป็นสิ่งท้าทาย

Mayer และ Greenberg เสนอลักษณะของพนักงานขายไว้ 2 ประการคือ มีความสามารถในการรับรู้ความรู้สึกของลูกค้า และมีความทะเยอทะยานคือความต้องการอย่างแรงกล้าที่จะขาย

ลักษณะพื้นฐานเหล่านี้ช่วยให้เป็นพนักงานขายที่ดีได้ แต่สำหรับบางบริษัทแล้ว ลักษณะพื้นฐานเหล่านี้อาจยังไม่มีเพียงพอ เพราะงานขายแต่ละอย่างก็มีลักษณะหน้าที่และความท้าทายแตกต่างกันไป เช่น การขายประกัน เครื่องคอมพิวเตอร์ ยา และรถยนต์ ย่อมต้องการพนักงานขายที่มีบุคลิก ความฉลาด และระดับความรู้ที่แตกต่างกัน ซึ่งลักษณะหน้าที่การงานจะเป็นตัวระบุลักษณะที่ต้องการจากผู้สมัคร เช่น งานทางด้านเอกสาร การเดินทาง การที่พนักงานขายต้องพบกับการปฏิเสธในอัตราสูงและลักษณะส่วนตัวที่บริษัทคิดว่าจะเป็นสิ่งทำให้เป็นพนักงานขายที่ดีของบริษัท บางบริษัทถึงกับทำการเปรียบเทียบดูลักษณะที่แตกต่างกันระหว่าง พนักงานขายที่ดีที่สุดและพนักงานขายที่แย่ที่สุดในบริษัท

วิธีการคัดเลือก (Recruitment procedure)
เมื่อฝ่ายจัดการได้กำหนดเงื่อนไขสำหรับพนักงานขายใหม่แล้ว จำเป็นต้องมีวิธีการดึงดูดให้มีผู้สมัครมากพอ การรับสมัครเป็นงานของแผนกบุคคล ซึ่งจะหาผู้สมัครได้จากการหาชื่อผู้ที่กำลังทำหน้าที่เป็นพนักงานขาย ใช้สำนักงานจัดหางาน ลงโฆษณาผ่านสถาบันการศึกษาหรือนักศึกษา ซึ่งค่อนข้างยากในการชักชวนนักศึกษามาเป็นพนักงานขาย เหตุผลที่คนไม่อยากเป็นพนักงานขายคือ กลัวความไม่แน่นอนของงาน ไม่ชอบเดินทางและไม่ขอบการห่างครอบครัว ซึ่งบริษัทสามารถแก้ไขได้โดยเน้นที่เงินเดือนขั้นต้น โอกาสในการทำรายได้และจากความจริงที่ว่า ประธานบริษัทใหญ่ ๆ หลายแห่งเริ่มต้นจากงานขาย และงานการตลาด

วิธีการรับสมัครควรให้มีผู้สมัครมากกว่าที่ต้องการ เพื่อทำการคัดเลือกคนที่ดีกว่าไว้ วิธีการคัดเลือกแตกต่างกันไปตั้งแต่การสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการเพียงครั้งเดียว ไปจนถึงการทดสอบอย่างละเอียดและสัมภาษณ์ ซึ่งอาจจะสัมภาษณ์ภรรยาผู้สมัครด้วย นอกจากคะแนนที่ได้จากการทดสอบแล้ว ควรดูบุคลิก บุคคลอ้างอิง ประวัติการทำงาน และปฏิกิริยาของผู้สัมภาษณ์ การใช้การทดสอบช่วยให้อัตราการลาออกของพนักงานขายลดลง และหลายบริษัทพบว่าคะแนนที่ได้จากการทดสอบมีความสัมพันธ์กับความก้าวหน้าของพนักงานขายใหม่

การออกแบบอาณาเขตขาย (Territorial Design)


ในการออกแบบอาณาเขตขายที่ดี ควรมีลักษณะดังนี้
1.ง่ายต่อการบริหาร
2.ง่ายต่อการประมาณยอดขายมุ่งหวัง
3.ใช้เวลาเดินทางรวมน้อยที่สุด
4.มียอดขายมุ่งหวังและงานที่ต้องทำมากพอและใกล้เคียงกันสำหรับพนักงานขายแต่ละคน
ซึ่งอาณาเขตขายที่มีลักษณะดังกล่าวได้จากการตัดสินใจเลือกขนาดและรูปของอาณาเขตย่อย

ขนาดของอาณาเขตขาย กำหนดขนาดโดยให้แต่ละอาณาเขตมียอดขายมุ่งหวังเท่ากัน หรือให้แต่ละอาณาเขตมีภาระงานเท่ากัน การกำหนดให้แต่ละอาณาเขตมียอดขายมุ่งหวังเท่ากัน เพื่อให้พนักงานขายมีโอกาส มีรายได้เท่ากันและบริษัทยังสามารถวัดผลงานของพนักงานได้ด้วย เนื่องจากยอดขายที่ได้แตกต่างกัน แสดงให้เห็นถึงความสามารถหรือความพยายามที่แตกต่างกันของพนักงานขายด้วย ดังนั้นจึงกระตุ้นให้พนักงานขายทำงานเต็มความสามารถ
แต่อาณาเขตที่มียอดขายมุ่งหวังเท่ากัน อาจมีขนาดพื้นที่ทางภูมิศาสตร์แตกต่างกันได้ พนักงานขายที่ได้รับมอบหมายเขตพื้นที่กว้างอาจมียอดขายต่ำ และรายได้ต่ำกว่าพนักงานขายที่ได้รับมอบหมายเขตพื้นที่เล็กกว่า เมื่อใช้ความพยายามเท่ากัน วิธีแก้ไขที่เป็นไปได้คือ การให้เงินทดแทนแก่พนักงานขายรายที่ได้รับมอบหมายเขตพื้นที่กว้าง หรือการให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า แต่วิธีนี้จะทำให้บริษัทได้รับกำไรจากเขตพื้นที่กว้างลดลง อีกวิธีคือ ยอมรับว่าแต่ละอาณาเขตมีความแตกต่างกัน และให้อาณาเขตที่ดีแก่พนักงานที่ดี ซึ่งมักจะได้กับพนักงานอาวุโสที่ผลงานดี วิธีนี้มีข้อเสียคือ พนักงานขายอาจถูกย้ายจากอาณาเขตซึ่งตนเองเพิ่งเรียนรู้เป็นอย่างดี ชีวิตครอบครัวอาจจะกระทบกระเทือนจากการย้ายบ่อยครั้ง บริษัทต้องออกค่าใช้จ่ายในการย้ายอาณาเขตและผู้ที่ไม่ได้อาณาเขตดีอาจกระทบกระเทือนจิตใจ

การแบ่งอาณาเขตให้มีภาระงานเท่ากัน ทำให้พนักงานขายสามารถทำงานครอบคลุมเขตพื้นพที่ที่ได้รับมอบหมายได้ แต่วิธีนี้จะทำให้ค่ายอดขายมุ่งหวังในแต่ละอาณาเขตไม่เท่ากัน ข้อเสียนี้ไม่มีผล ถ้าพนักงานขายรับเงินเดือนอย่างเดียว แต่ถ้าพนักงานขายมีส่วนแบ่งจากการขายด้วย อาณาเขตแต่ละอาณาเขตจะมีความจูงใจไม่เท่ากัน วิธีแก้ไขคือ การปรับเงินทดแทนในแต่ละอาณาเขตให้แตกต่างกัน โดยจ่ายเงินทดแทนให้มากในอาณาเขตที่มียอดขายมุ่งหวังน้อย และจ่ายน้อยในอาณาเขตที่มียอดขายมุ่งหวังมาก หรือให้อาณาเขตที่มียอดขายมุ่งหวังสูงกับพนักงานอาวุโสหรือพนักงานที่มีผลงานดีเด่น

รูปร่างของอาณาเขต อาณาเขตประกอบขึ้นจากหน่วยเล็ก ๆ เช่น อำเภอ หรือจังหวัดรวมกันจนได้เป็นอาณาเขตที่มียอดขายมุ่งหวังหรือปริมาณเท่ากัน ระบุได้ด้วยพรมแดนธรรมชาติ,บริเวณใกล้เคียง,เส้นทางคมนาคม และอื่น ๆ บริษัทหลายแห่งพยายามกำหนดอาณาเขตให้ได้เป็นรูปร่างแน่นอนเพื่อประโยชน์ในด้านค่าใช้จ่าย ความง่ายในการดูแลและความพึงพอใจของพนักงานขาย

อาณาเขตรูปวงกลม มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่จุดศูนย์กลาง มีข้อดี 2 ประการคือ รูปวงกลมช่วยให้พนักงานขายเตรียมเส้นทางเดินโดยไม่ต้องย้อนกลับได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ลูกค้ายังอยู่ไม่ไกลเกินไปในกรณีที่ต้องการเดินทางไปพบลูกค้าเป็นกรณีพิเศษ

อาณาเขตรูปดอกจิก มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่จุดศูนย์กลาง ช่วยให้พนักงานเดินทางเป็นอนุกรมของแต่ละกลีบ ถ้ารูปดอกจิกมีขนาดพอเหมาะ พนักงานขายจะสามารถเริ่มทำงานในวันจันทร์และเสร็จงานในกลีบนั้นทันวันศุกร์ และสามารถกลับบ้านได้ ลูกค้าในอาณาเขตก็อยู่ไม่ไกลด้วย

อาณาเขตรูปลิ่ม โดยมีรัศมีพุ่งออกไปจากเมืองหลวง เหมาะสำหรับกรณีที่เมืองหลวงมีขนาดใหญ่เกินกว่าความสามารถของพนักงานขายเพียงคนเดียว อาณาเขตรูปลิ่มจะรวมเนื้อที่ทั้งของในเมืองและนอกเมืองไว้เป็นอาณาเขตเดียวกัน ข้อเสียคือลูกค้าจะอยู่ไกลในกรณีที่ต้องไปพบลูกค้าเป็นกรณีพิเศษจะมีค่าใช้จ่ายสูงและวางแผนเส้นทางทำงานลำบาก

ค่าใช้จ่ายในการเดินทางขึ้นอยู่กับที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของลูกค้าในอาณาเขตเช่นเดียวกับรูปร่างของอาณาเขต จึงไม่สามารถบอกได้แน่นอนว่าจัดรูปร่างแบบใดจะมีประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งอาจใช้รูปแบบทางคณิตศาสตร์ช่วยหาเส้นทางที่มีค่าใช้จ่ายเดินทางน้อยที่สุดได้

การวางรูปแบบหน่วยงานขาย (Sales-Force Design)

ประสิทธิผลของหน่วยงานขายขึ้นอยู่กับรูปแบบการจัดองค์การของหน่วยงานขาย ซึ่งอาจจัดได้ตามอาณาเขตของบริษัท ผลิตภัณฑ์ ลูกค้า หรือการผสมผสานของทั้ง 3 แบบ

โครงสร้างตามอาณาเขต : ในองค์การขายแบบง่ายที่สุด พนักงานขายจะมีอาณาเขตของตนเอง ซึ่งเขาจะรับผิดชอบสินค้าทุกชนิดของบริษัท โครงสร้างแบบนี้มีประโยชน์หลายประการ
ประการแรก เนื่องจากผลงานขึ้นอยู่กับการรับผิดชอบพนักงานขาย เจ้าของอาณาเขตเพียงผู้เดียว ทำให้เกิดแรงกระตุ้นที่จะพยายามทำให้ได้ผลดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ฝ่ายจัดการประมาณยอดขายมุ่งหวังในอาณาเขตได้แม่นยำ
ประการที่สอง การที่พนังกานขายมีอาณาเขตเป็นของตนเองแน่นอน จะจูงใจให้เขามีสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า ซึ่งจะทำให้ประสิทธิผลในการขายของเขาดีขึ้น (รวมทั้งชีวิตส่วนตัวด้วย)
ประการสุดท้าย จะทำให้มีค่าใช้จ่ายในการเดินทางน้อย เพราะพนักงานขายเดินทางอยู่ในอาณาเขตเฉพาะของตนเองเท่านั้น

การจัดองค์การแบบนี้เหมาะสำหรับบริษัทที่มีสินค้าคล้ายคลึงกัน แต่ถ้าบริษัทมีการขยาย หรือเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมสายผลิตภัณฑ์ วิธีจัดองค์การแบบนี้จะได้ผลลดลง จุดสำคัญก็คือ พนักงานขายต้องรู้จักผลิตภัณฑ์และลูกค้าอย่างดี การขายจึงจะได้ผลดี แต่พนักงานขายย่อมมีขีดความสามารถจำกัดในการเรียนรู้และจดจำผลิตภัณฑ์และลูกค้าที่แตกต่างกันออกไป

โครงสร้างผลิตภัณฑ์ : เพื่อให้พนักงานขายรอบรู้เรื่องผลิตภัณฑ์และมีความรับผิดชอบ บริษัทจะจัดโครงสร้างองค์การของหน่วยงานขายตามผลิตภัณฑ์ ซึ่งเหมาะเมื่อผลิตภัณฑ์ของบริษัทมีลักษณะ

1.เทคนิคซับซ้อน
2.แต่ละผลิตภัณฑ์ไม่มีความสัมพันธ์หรือคล้ายคลึงกันเลย
3.จำนวนผลิตภัณฑ์มาก
ข้อเสียจะเกิดในกรณีที่ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ขายให้ลูกค้ากลุ่มเดียวกัน ซึ่งทำให้พนักงานขายของแต่ละผลิตภัณฑ์ต้องเดินทางในเส้นทางเดียวกัน ใช้เวลารอพบลูกค้ารายเดียวกัน ซึ่งเป็นผลทำให้ค่าใช้จ่ายของบริษัทสูงขึ้น

โครงสร้างตามลูกค้า : บริษัทอานจัดโครงสร้างหน่ายงานขายตามประเภทลูกค้า เช่น แบ่งตามประเภทอุตสาหกรรม ขนาด ช่องทางการจัดจำหน่าย บริษัท
ข้อดีคือ พนักงานขายจะมีความรอบรู้และสนิทกับลูกค้า และในบางครั้งยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการขายด้วย
ข้อเสียคือ ในกรณีที่ลูกค้าทั้งหมดกระจายอยู่ทั่ว ๆ ไป จะทำให้เกิดอาณาเขตทับกัน ซึ่งจะก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายสูง

โครงสร้างแบบผสม : เมื่อบริษัทขายผลิตภัณฑ์หลายชนิดที่แตกต่างกันมาก ให้กับลูกค้าหลายประเภทในอาณาเขตกว้าง มักจะจัดโครงสร้างหน่วยงานขายโดยอาศัยหลักการข้างต้นผสมกันตามความเหมาะสม พนักงานอาจถูกแบ่งเป็นอาณาเขตขาย-ผลิตภัณฑ์, อาณาเขตขาย-ประเภทลูกค้า, ผลิตภัณฑ์-ประเภทลูกค้า หรืออาณาเขตขาย-ผลิตภัณฑ์-ประเภทลูกค้า ซึ่งพนักงานขายมักจะต้องอยู่ภายใต้ผู้จัดการมากกว่า 1 คน

ไม่ว่าโครงสร้างหน่วยงานขายจะมีประสิทธิผลในตอนแรกมากเพียงใด เมื่อเวลาผ่านไป โครงสร้างแบบนี้อาจไม่เหมาะสมและไม่มีประสิทธิผลได้ ดังนั้นบริษัทจึงจำเป็นต้องพิจารณาอยู่เสมอว่าโครงสร้างนั้น ๆ ยังเหมาะสมอยู่หรือเปล่า ซึ่งต้องคำนึงในด้านเศรษฐกิจและด้านบุคคลด้วย

ขนาดของหน่วยงานขาย (Sales-Force Size)

พนักงานขายเพิ่มรายได้ให้บริษัท เช่นเดียวกันเพิ่มรายจ่ายให้บริษัทเช่นกัน จึงควรพิจารณากำหนดขนาดของหน่วยงานขายที่ถูกต้องเหมาะสม

การวิจัยผลงานพนักงานขาย (Salesman-productivity approcach)

Semlow ได้เสนอการแก้ไขปัญหาขนาดหน่วนงานขายด้วยการจัดผลงานของพนักงานขายในอาณาเขตต่าง ๆ กัน พนักงานขายที่มีอาณาเขตที่มีความคาดหวังสูง จะขายได้มาก แต่ยอดขายที่ได้นี้อาจได้น้อยกว่าสัดส่วนการเพิ่มของยอดขายมุ่งหวัง ซึ่ง Semlow ได้เคยพบว่า ในบริษัทหนึ่ง ยอดขายในอาณาเขตที่มียอดขายมุ่งหวัง 1 เปอร์เซ็นต์ของยอดขายมุ่งหวังทั้งประเทศ มีค่าเป็น 3.2 ล้านบาท เทียบกับยอดขายในอาณาเขตที่มีค่ายอดขายมุ่งหวัง 5 เปอร์เซ็นต์ 4 ล้านบาท ซึ่งเห็นได้ว่ายอดขายในอาณาเขตนี้ต่อค่ายอดขายมุ่งหวัง1 เปอร์เซ็นต์ มีค่าเพียง 0.8 ล้านบาท ซึ่งน้อยกว่า 3.2 ล้านบาท

ถ้าบริษัทจ้างพนักงานขาย 100 คน และให้ทำงานในอาณาเขตที่มียอดขายมุ่งหวังเท่า ๆ กัน ผลที่ได้ คือ ต้องแบ่งอาณาเขตเป็น 100 อาณาเขต แต่ละอาณาเขตที่ค่ายอดขายมุ่งหวัง 1 เปอร์เซ็นต์ ยอดขายแต่ละอาณาเขตควรมีค่า 3.2 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้ยอดขาดรวมเท่ากับ 320 ล้านบาท แต่ถ้าบริษัทจ้างพนักงานขายเพียง 20 คน อาณาเขตก็จะกลายเป็น 20 อาณาเขต โดยแต่ละอาณาเขตมีค่ายอดขายมุ่งหวัง 5 เปอร์เซ็นต์ ของค่ายอดขายมุ่งหวังทั้งหมด ในกรณีที่ยอดขายเฉลี่ยในแต่ละอาณาเขตเท่ากับ 4 ล้านบาท ตามการวิเคราะห์ข้างต้นจากการที่บริษัทมีพนักงานขาย 20 คน ยอดขายจะได้เท่ากับ 80 ล้านบาท Semlow ประยุกต์เหตุผลดังกล่าวเข้ากับขนาดหน่วยงานขายต่าง ๆ ที่จะเป็นไปได้ โดยในแต่ละขนาด เขาจะประเมินยอดขายรวม โดยอาศัลผลผลิตประมาณของพนักงานขายในอาณาเขตที่มีขนาดแตกต่างกัน

ขั้นสุดท้ายคือ การเปลี่ยนค่ายอดขายให้เป็นกำไรดำเนินงานต่อทุน โดยการประมาณกำไรดำเนินงานของแต่ละยอดขายก่อนหักค่าใช้จ่ายแปรผันของการขาย จากนั้นจึงหักค่าใช้จ่ายแปรผันของการขาย ซึ่งคือจำนวนพนักงานของขาย คูณกับ ค่าใช้จ่ายของพนักงานขายแต่ละคนนั่นเอง ผลที่ได้คือค่าประมาณกำไรดำเนินงานของยอดขายนั้น ๆ แล้วเขาพิจารณาเงินทุนและการลุงทุนที่ต้องใช้เพื่อให้ได้ยอดขายแต่ละค่า และหาค่าสัดส่วนของกำไรดำเนินงานต่อต้นทุนที่ต้องใช้ในตัวอย่างข้างต้น ถ้าสัดส่วนกำไรดำเนินงานต่อทุนเป็น 11.6 เปอร์เซ็นต์สำหรับพนักงานขาย 100 คน และ 8.7 เปอร์เซ็นต์สำหรับ 20 คน ขนาดหน่วยงานขายที่เหมาะสม คือจำนวนพนักงานขาย 68 คน ซึ่งทำให้ได้ค่าตอบแทนการลงทุนเท่ากับ 22 เปอร์เซ็นต์

วิธีการของ Semlow ใช้ได้ต่อเมื่อมีจำนวนอาณาเขตที่พอเพียงสำหรับการประมาณอาณาเขตที่มีค่อยอดขายมุ่งหวังเท่ากันได้ นอกจากนี้ วิธีการนี้ยังมีสมมุติฐานอยู่ที่ว่าผลผลิตของยอดขายขึ้นอยู่กับค่ายอดขายมุ่งหวังของอาณาเขตเท่านั้น ซึ่งเป็นการละเลยต่อความจริงที่ยอดขายยังขึ้นอยู่กับขนาดของลูกค้าในแต่ละอาณาเขต การกระจายทางภูมิศาสตร์และปัจจัยอย่างอื่น ๆ อีก

วิธีปริมาณงานพนักงานขาย (Salesman workload approcach)

Talley ได้เสนอวิธีการกำหนดขนาดหน่วยงานขาย โดยให้พนักงานขายมีปริมาณงานเท่ากันและไม่คำนึงถึงยอดขายมุ่งหวังในอาณาเขต วิธีการนี้ฝ่ายจัดการจะต้องกำหนดจำนวนครั้งที่พนักงานขายต้องเยี่ยมลูกค้าแต่ละรายที่มีขนาดแตกต่างกันดังขั้นตอนต่อไปนี้

1.แบ่งลูกค้าออกเป็นกลุ่ม ๆ ตามขนาดยอดขายประจำปี
2.กำหนดจำนวนครั้งการเยี่ยงของลูกค้าแต่ละกลุ่ม
3.คูณจำนวนลูกค้าแต่ละกลุ่มด้วยจำนวนครั้งการเยี่ยม เพื่อหาปริมาณงานเป็นจำนวนครั้งของการเยี่ยมลูกค้าทั้งปี
4.ประมาณจำนวนครั้งการเยี่ยมเฉลี่ยที่พนักงานขายหนึ่งคนทำได้ต่อปี
5.หารจำนวนครั้งการเยี่ยม รวมทั้งปีด้วยค่าประมาณจากข้อ 4 จะได้จำนวนพนักงานขายที่ต้องการ

เช่น บริษัทประมาณว่ามีลูกค้ากลุ่ม ก. 1,000 ราย กลุ่ม ข. 2,000 ราย ลูกค้าในกลุ่ม ก. ต้องการเยี่ยม 36 ครั้งต่อปี กลุ่ม ข. ต้องการ 12 ครั้งต่อปี บริษัทจำเป็นจะต้องเยี่ยมลูกค้าทั้งสิ้น 60,000 ครั้ง ซึ่งพนักงานขาย 1 คน เยี่ยมลูกค้าได้เฉลี่ยปีละ 1,000 ราย บริษัทจะต้องการพนักงานขายทั้งสิ้น 60 คน

ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย (The buyer-seller relationship)

การขายที่มีประสิทธิผลโดยส่วนมากจะเกิดขึ้นจากการมีทัศนคติที่ถูกต้องต่อลูกค้า นั่นคือลูกค้าต้องการความช่วยเหลือในการแก้ปัญหาของเขา และพนักงานขายที่ดีก็ควรตระหนักถึงปัญหาของลูกค้าและรู้วิธีการช่วยเหลือ พนักงานขายส่วนใหญ่จะมีการเตรียมตัวไม่ดีพอ ทำให้ไม่สามารถตอบปัญหาพื้นฐานได้ ไม่มั่นใจว่าตนควรจะทำอะไรบ้างในการพบลูกค้า และไม่ได้คิดว่าการพบลูกค้าจะต้องเตรียมการศึกษาลูกค้าล่วงหน้า พวกเขาจึงไม่รู้จริง ๆ ว่าลูกค้าต้องการอะไร

บริษัทหลายแห่งพยายามแก้ปัญหาด้วยการปรับปรุงวิธีการคัดเลือกและอบรมพนักงานขาย การขายแบบเก่า ๆ ค่อย ๆ หมดไป โยมีการใช้การโฆษณาทางสื่อมวลชนและการขายปลีกแบบที่ไม่ใช้พนักงานขายมากขึ้น พนักงานขายรุ่นใหม่จะได้รับการอบรมอย่างมีเทคนิคโดยมีทีมงานวิศวกร และทีมงานนักวิจัยตลาดสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง เขาจะรู้วิธีการอ่านความต้องการของลูกค้า และตระหนักดีว่าสิ่งที่เขาสนใจคือ สัมพันธภาพ มากกว่า การขายอย่างรวดเร็ว เขาคือผู้บริหารที่เดินทางและมีชื่อเรียกต่าง ๆ กัน เช่น ผู้จัดการสนาม ผุ้เชี่ยวชาญตลาด ผู้แทนบริการเวชภัณฑ์ หรือวิศวกรขาย ซึ่งเมื่อวิทยาการก้าวหน้าไป เราอาจเห็นพนักงานขายในรูปแบบอื่น ๆ อีก

งานของพนักงานขาย (A salesman’s tasks)

การขายเป็นเพียงหน้าที่หนึ่งในหลาย ๆ หน้าที่ที่พนักงานขายต้องทำดังนี้
1.หาลูกค้ามุ่งหวัง : ถึงแม้ว่าบริษัทจะมีลูกค้าให้พนักงานขาย แต่พนักงานขายก็ต้องหาลูกค้าใหม่เพิ่มเติมด้วย

2.สื่อสาร : งานส่วนใหญ่ของพนักงานขายประกอบไปด้วยการสื่อข้อมูลสินค้าและบริการของบริษัทไปยังลูกค้าและลูกค้ามุ่งหวัง

3.ขาย : พนักงานขายต้องใช้ศิลปะการขายคือ การเข้าหา การเสนอ การตอบข้อโต้แย้งและการปิดการขาย

4.ให้บริการ : เช่น ใช้คำปรึกษาแก้ไขปัญหา ให้คำแนะนำทางด้านเทคนิค จัดหาแหล่งเงินกู้และดูแลการส่งของ

5.รวบรวมข้อมูล : ทำวิจัยตลาด หาข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่บริษัท เขียนรายงานประจำถึงสิ่งที่ทำและสิ่งที่พบ

6.จัดสรร : ในภาวะขาดแคลน พนักงานขายจะช่วยวิเคราะห์ความสามารถทำกำไรของลูกค้าและแนะนำวิธีจัดสรรทรัพยาการให้ลูกค้า

งานที่พนักงานขายรับผิดชอบของข้อต่าง ๆ ข้างบน ซึ่งส่วนผสมจะแตกต่างกันออกไปตามลักษณะขบวนการตัดสินใจซื้อ กลยุทธ์การตลาดของบริษัทและภาวะเศรษฐกิจ ขบวนการตัดสินใจซื้อของลูกค้าเป็นสิ่งกำหนดงานของพนักงานขายซึ่งจะต้องทำเพื่อนหาลูกค้าและรักษาลูกค้าไว้ และต้องเตรียมพร้อมสำหรับสถารการณ์การซื้อแบบใหม่ ๆ มาด้วย

กลยุทธ์การตลาดของบริษัทมีผลต่อการกำหนดกลยุทธ์หน่วยงานขาย ในอุตสาหกรรมอาหาร ผู้ผลิตส่วนใหญ่ใช้กลยุทธ์ “ดึง”ซึ่งอาศัยการโฆษณาเพื่อให้ลูกค้าหาซื้อสินค้าตราของตนจากร้านค้า ทำให้ร้านค้าสั่งของเข้าร้าน ในกรณีนี้พนักงานขายจะมีบทบาทในการให้การบริการและคอยติดตามดูว่าร้านค้าเก็บสินค้าไว้ปริมาณที่เพียงพอหรือไม่ ในกรณีตรงข้ามผู้ผลิตบางรายอาจใช้กลยุทธ์ “ดัน” ซึ่งต้องใช้หน่วยงานดันให้ร้านค้าซื้อสินค้าของตน งานของแต่ละบริษัทอาจจะแตกต่างกัน เช่น ในด้านของเวลาที่บริษัทต้องการให้พนักงานขายใช้ในการขายสำหรับผลิตภัณฑ์ปัจจุบันและผลิตภัณฑ์ใหม่ และต่างกันในด้านเวลาที่ใช้ในการเยี่ยมลูกค้าประจำและลูกค้ามุ่งหวัง เป็นต้น

ส่วนผสมหน้าที่ต่าง ๆ ของพนักงานขายยังขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจด้วย ในภาวะขาดแคลน พนักงานขายหลายคนพบว่าตนไม่มีของขาย แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพนักงานขายจะไม่มีงานทำ งานของเขายังมีในด้านการจัดสรรและแบ่งสินค้า ให้คำแนะนำแก่ลูกค้าอื่นที่ไม่ขาดแคลนได้อีกด้วย

หน่วยงานขาย

โดยทั่วไปแล้วการขายโดยบุคคลเป็นกิจกรรมการตลาดที่มีค่า ใช้จ่ายสูงกว่าการโฆษณา เนื่องจากพนักงานขายทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมโยงระหว่างบริษัทและลูกค้า ดังนั้นในสายตาของลูกค้าส่วนใหญ่ พนักงานขายก็คือบริษัทนั่นเอง พนักงานขายจะทำหน้าที่ที่เสนอขายโดยเปลี่ยนแปลงข้อเสนอของบริษัทให้เหมาะกับความต้องการของลูกค้า และยังเป็นผุ้ให้ข้อมูลทางการตลาดที่จำเป็นต่อบริษัทอีกด้วย พนังงานขายมักจะถูกมองว่าเป็นพวกชอบการสังคม ทั้ง ๆ ที่ บางคนก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น นอกจากนั้นแม้ว่าพนักงานขายจะถูกมองกว่าเป็นพวกก้าวร้าว แต่คนเหล่านั้นก็อยากที่จะพบพนักงานขาย

พนักงานขาย เป็นคำที่ใช้กับหน้าที่หลายอย่าง Mc.Murry ได้จัดแบ่งเรียงลำดับความสร้างสรรค์ในการขายจากง่ายไปหายากดังนี้

1.หน้าที่ส่งสินค้า เช่น นมสด ขนมปัง น้ำมัน
2.หน้าที่รับคำสั่งซื้อในบริษัท เช่น ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์
3.หน้าที่รับคำสั่งซื้อนอกบริษัท
4.หน้าที่เยี่ยมเยียนลูกค้าเพื่อสร้างทัศนคติที่ดีต่อบริษัท หรือเพื่อให้ความรู้แก่ลูกค้า โดยไม่จำเป็นต้องรับคำสั่งซื้อ เช่น ผู้แทนบริษัทยา
5.หน้าที่ให้คำปรึกษากับลูกค้า เน้นหนักในด้านความรู้ทางเทคนิค เช่น วิศวกรขาย
6.หน้าที่ขายโดยวิธีสร้างสรรค์ สำหรับสินค้าทีมีตัวตัน เช่น ตู้เย็น พัดลม
7.หน้าที่ขายโดยวิธีสร้างสรรค์สำหรับสินค้าไม่มีตัวตน เช่น ประกัน โฆษณา

 
 

Lorem Ipsum

Followers

Lorem Ipsum