การกำหนดจุดประสงค์รวมและงบประมาณ (Setting corporate goals and budget)

ผู้บริหารระดับสูงจะกำหนดจุดประสงค์ประจำปีโดยคำนึงถึงแฟกเตอร์ 4 ประการ เริ่มจากแฟกเตอร์แรกคือ จุดประสงค์ระยะยาวของบริษัท (long-run goals) หรือ GL ซึ่งจุดประสงค์นี้รวมถึงเป้าหมายการเจริญเติบโตของยอดขาย เป้าหมายกำไร และผลตอบแทนจากการลงทุนที่กำหนดไว้
สมมุติว่าบริษัทตั้งความพยายามไว้ว่า
1.ต้องมียอดขายเพิ่มขึ้นปีละ 10%
2.ต้องได้กำไรก่อนเสียภาษีจากยอดขายปีละ 20%
3
.ต้องได้กำไรก่อนเสียภาษีจากยอดการลงทุน 25%
ซึ่งสามารถเขียนเป็น
GL = (Rt/Rt-1 ,Zt/Rt, Zt/It)
= (1.10, .20, .25)
นั่นคือ
GL = จุดประสงค์ระยะยาว
Rt = จุดประสงค์รายได้จากยอดขายในระยะเวลา t
Zt =
จุดประสงค์กำไรจากยอดขายในระยะเวลา t
lt =
จุดประสงค์กำไรจากการลงทุนจากยอดขายในระยะเวลา t

แฟกเตอร์ต่อไปที่จะต้องพิจารณาคือ ผลงานที่เพิ่งผ่านพ้นมาเมื่อเร็ว ๆ นี้ ถ้ายอดขายและกำไรของปีที่แล้วมาตกต่ำ ผู้บริหารควรจะทบทวนและหาทางอื่นที่แตกต่างไป มากกว่าที่จะรักษาให้ยอดขายและกำไรอยู่ในระดับปกติ ต่อมาต้องพิจารณาถึงภาวะปัจจุบัน เช่น ถ้าเศรษฐกิจดูทีท่าว่าจะดีขึ้น ผู้บริหารอาจจะตั้งเป้าหมายยอดขายของปีนี้มากกว่า 10% และต้องพิจารณาคู่แข่งขัน และอุตสาหกรรมที่บริษัทตนเองอยู่ด้วย แฟกเตอร์สุดท้ายคือ พิจารณาแรงกดดันและคาวหวังที่สำคัญของสาธารณชน เช่น ถ้าผู้ถือหุ้นกำลังอยู่ในภาวะไม่พอใจ บริษัทอาจจะต้องการตั้งจุดมุ่งหมายกำไรให้สูงขึ้นสำหรับปีต่อไป เป็นต้น

ยกตัวอย่างของขบวนการตั้งจุดประสงค์และงบประมาณของบริษัทแห่งหนึ่ง สมมุติว่าบริษัทมีเงินทุน 300,000 บาท ผู้บริหารระดับสูงประมาณว่า บริษัทจะต้องเพิ่มเงินทุนอย่างน้อยเป็น 500,000 บาท ภายในระยะเวลา 5-6 ปีข้างหน้า ซึ่งจำนวนเงินทุนเพิ่มอีก 200,000 บาทนี้ ควรจะได้มาจากรายได้แต่ละปี อย่างน้อยต้องเท่ากับ 10% ของเงินทุนต้นปีของแต่ละปี ซึ่งหมายความว่าบริษัทพยายามหากำไรเฉลี่ยหลังหักภาษี 30,000 บาท แต่เนื่องจากภาษีของบริษัทเป็น 42% ดังนั้นกำไรก่อนภาษีควรจะเป็น 52,000 บาท ผู้บริหารสินค้าประมาณว่ายอดขายสุทธิของปีต่อไปจะเป็นจำนวน 1,720,000 บาท ต้นทุนผันแปรเป็น 80% ของยอดขาย ซึ่งทำให้กำไรขั้นต้นของยอดขายเป็น 344,000 บาท พนักงานขายรับค่าเปอร์เซ็นต์จากการขายเป็น 240,800 บาท ต้นทุนคงที่สำหรับเครื่องอำนวนความสะดวก การตลาด การบริหาร ประมาณ 205,800 บาท ดังนั้นกำไรก่อนภาษีจะเท่ากับ 35,000 บาท ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ถึง 17,000 บาท ถ้าผลกำไรต่ำกว่าเป้าหมาย ผู้บริหารควรจะต้องพิจารณาด้านต้นทุนอย่างละเอียดเพื่อดูว่ามีทางใดที่จะลดต้นทุนทางด้านใดบ้าง หรือจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพด้านใดบ้าง ถ้าไม่มีจะต้องตรวจสอบความแน่นอนในการประมาณความต้องการ ถ้าปรากฏว่าการประมาณความต้องการดีแล้ว จะต้องพิจารณาทางเลือกแผนงานการตลาด หรืออาจจะต้องลดจุดประสงค์กำไรลง
ต่อไปจะพิจารณาการประมาณยอดขายที่จะทำกำไรให้กับบริษัทก่อนเสีบภาษี
52,000 บาท การพิจราณายอดขาย ณ จุดนี้จะประมาณได้ดังต่อไปนี้ คือ

เนื่องจากรายได้จากการขาย = ต้นทุนผันแปร + เปอร์เซ็นต์ขาย + ต้นทุนคงที่ + กำไรก่อนภาษี หรือ
R = cR + b(R – cR) + F + Z
R =
รายได้จากยอดขาย
c = ต้นทุนผันแปรตามเปอร์เซ็นต์ขาย (80%, .8)
b =
อัตราค่าเปอร์เซ็นต์ขายของกำไรขั้นต้น (30%, .3)
F = ต้นทุนคงที่
Z = กำไร

R = (F + Z)/(1 – c – b + bc)
= (205,800 – 52,000)/(1 - .8 -.3 + (.8)(.3))
= 257,800/.14
= 1,841,428
บาท

ดังนั้น งานของบริษัทคือ จะต้องจัดหาแผนงานตลาดที่จะทำให้บริษัทมียอดขายถึง 1,841,428 บาท ณ ระดับต้นทุนที่กำหนด เพื่อที่จะได้กำไรตามเป้าหมาย คือ 52,000

การวางแผนการตลาดและการจัดทำงบประมาณ

เมื่อบริษัทเลือกสรรตลาดเป้าหมายแล้ว ควรจะพัฒนาสินค้าให้เหมาะกับตลาดเป้าหมายนั้น และควรจะกำหนดเป้าหมายยอดขายกำไร จัดทำโปรแกรมทางการตลาด ดำเนินงานตรวจสอบผลงานและทำการแก้ไขถ้าจำเป็น ในบทนี้จะศึกษาขบวนการวางแผนประจำปี เพื่อให้บริษัทบรรลุเป้าหมายทางการตลาด โดยเน้นถึงการที่ผู้จัดการสินค้าแต่ละคนจะต้องดำเนินการในการตั้งจุดมุ่งหมาย วางแผนกลยุทธ์การตลาด และจัดทำงบประมาณสำหรับสินค้านั้น

ขบวนการวางแผนการตลาดประจำปี (The annual marketing-planning process)

การวางแผนของบริษัทหรือองค์การใด ๆ ก็ตาม มักจะอยู่ในแบบใดแบบหนึ่งใน 3 แบบ ที่แตกต่างกันดังนี้ คือ

1.การวางแผนจากเบื้องบน (Top-down planing) ผุ้บริหารระดับสูงจะกำหนดจุดประสงค์และแผนงานสำหรับการบริหารงานระดับที่ต่ำกว่า ดังเช่นหน่วยทหารในปัจจุบันนิยมใช้อยู่ คือ ลูกน้องรับคำสั่งจากผุ้บังคับบัญชา ส่วนในวงการธุรกิจการบริหารแบบนี้เปรียบเทียบได้กับทฤษฏี X ได้แก่ พวกที่ไม่ชอบทำงานและไม่ค่อยมีความรับผิดชอบ และชอบที่จะเป็นผู้ตามมากกว่า

2.การวางแผนจากเบื้องล่าง (Buttom-up planning) หน่วยงานหน่วยต่าง ๆ ในบริษัทหรือองค์การเป็นผู้ตั้งจุดประสงค์และการวางแผนที่เขาคิดว่าดีที่สุด และจะส่งรายงานนี้ไปให้กับผุ้บริหารระดับสูงกว่าเพื่อตรวจดู การบริหารงานแบบนี้เปรียบเทียบได้กับทฤษฏี Y คือลูกจ้างที่ชอบทำงานและมีความรับผิดชอบ และเป็นผู้ริเร่มสร้างสรรค์ ผูกพันกับงานในการวางแผน และดำเนินงานธุรกิจนั้น ๆ

3.เบื้องบนกำหนดวัตถุประสงค์เพื่อเบื้องล่างจัดทำแผนงาน (Goal-down plan-up planning) เป็นแบบที่นิยมกัน คือผู้บริหารระดับสูงจะมองหาโอกาส และความต้องการกว้าง ๆ ของบริษัท และจะกำหนดเป็นวัตถุประสงค์ประจำปีของบริษัท ส่วนหน่วยงานต่าง ๆ ในบริษัทหรือองค์การจะรับผิดชอบในด้านการวางแผน เพื่อช่วยให้บริษัทบรรลุจุดประสงค์เหล่านี้ เมื่อผู้บริหารระดับสูงตรวจดูแผนงานและยอมรับแผนงานเหล่านี้แล้ว ก็จะกลายเป็นแผนงานอย่างเป็นทางการ (official annual plan)

เราจะมาพิจารณาถึงว่าผู้บริหารระดับสูง (top management) กำหนดจุดประสงค์และงบประมาณประจำปีของบริษัทอย่างไร ต่อจากนั้นจะศึกษาถึงว่าผู้จัดการสินค้าจัดเตรียมแผนงานการตลาดอย่างไร ภายในขอบเขตของจุดประสงค์ที่ผู้บริหารระดับสูงกำหนด

ตลาดเป้าหมาย (Market targeting)

ดังที่ได้กล่าวมาบ้างแล้วในตอนต้นว่า บริษัทสามารถเลือกกลยุทธ์ตลาดเป้าหมายใน 3 แบบของตลาดที่มีผู้บริโภคต่างแบบ (heterogeneity) ต่อไปจะขยายความสำคัญของกลยุทธ์นี้ให้ละเอียดยิ่งขึ้น

การตลาดที่ไม่แบ่งส่วนตลาด

บริษัทไม่เลือกตลาดส่วนต่าง ๆ ที่ประกอบเป็นตลาด แต่ให้ความสำคัญของตลาดเป็นแบบรวม และพิจารณาถึงความต้องการของลูกค้าส่วนใหญ่มากว่าแต่ละส่วน โดยพยายามออกแบบสินค้าและโปรแกรมการตลาดที่ดึงดูดคนจำนวนมาก เพราะฉะนั้นต้องใช้สื่อมวลชนในการโฆษณา และใช้บทโฆษณาที่มุ่งคนจำนวนกว้าง ๆ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของสินค้าสำหรับการตลาดที่ไม่แบ่งส่วนตลาด คือ น้ำอัดลมโคคาโคล่า สมัยก่อนผลิตเพียงขนาดเดียว มีรสชาติอย่างเดียว มุ่งขายคนทั่วไป

การใช้การตลาดที่ไม่แบ่งส่วนตลาด อาจจะเนื่องมาจากความต้องการประหยัดต้นทุนการผลิต ต้นทุนการเก็บสินค้าคงคลัง ตลอดจนต้นทุนค่าขนส่ง การโฆษณาที่ไม่แตกต่างกัน ก็ทำให้บริษัทสามารถประหยัดได้ การที่ไม่ต้องทำการวิจัยตลาด และการวางแผนตามแต่ละส่วนตลาดก็จะทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้ ดังนั้น สรุปได้ว่า การตลาดที่ไม่แบ่งส่วนตลาดนี้ สามารถจะลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจได้หลายประเภท

การมุ่งต่างส่วน

บริษัทตัดสินใจเข้าส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 2 ตลาด แต่ออกแบบสินค้าและจัดโปรแกรมการตลาดเฉพาะแต่ละส่วนแบ่งตลาด การที่ทำเช่นนี้ก็เพื่อจะได้ยอดขายที่สูงขึ้น และได้ตำแหน่งที่ดีในแต่ละส่วนแบ่งตลาด โดยหวังว่าการมีตำแหน่งที่ดีในแต่ละส่วนแบ่งตลาดจะทำให้แข็งแกร่งและทำให้ลูกค้ารู้จักบริษัทที่ดี ยิ่งกว่านั้น บริษัทหวังว่าคงจะได้รับความภักดี และซื้อซ้ำ เพราะบริษัทพยายามสนองความต้องการของลูกค้าโดยเฉพาะ ไม่ได้เหวี่ยงแหเหมือนแบบแรก บริษัทเริ่มเปลี่ยนท่าทีจากการตลาดแบบแรก มาเป็นแบบมุ่งต่างส่วนเพิ่มมากขึ้น เข่น โค้ก ปัจจุบันผลิตขวดหลายขนาดเพื่อรสนิยมและการใช้ที่ต่างกัน ผลของการตลาดมุ่งต่างส่วนคือ เพิ่มยอดขายรวมให้มากกว่าการตลาดที่ไม่แบ่งส่วนตลาด แต่อย่างไรก็ตามการใช้การตลาดมุ่งต่างส่วนจะทำให้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจสูงขึ้น ต้นทุนต่าง ๆ เหล่านั้น ได้แก่
-ต้นทุนการปรัปปรุงดัดแปลงสินค้า การดัดแปลงสินค้าเพื่อได้ตรงตามความต้องการของส่วนแบ่งตลาดต่าง ๆ กัน ต้องทำการวิจัยและพัฒนาสินค้า หรือต้นทุนในการใช้เครื่องมือพิเศษ
-ต้นทุนการผลิต โดยทั่ว ๆ ไป การผลิตสินค้าหลายชนิด ชนิดละน้อยหน่วย จะทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าแต่ละชนิดแพงกว่าการผลิตสินค้าชนิดเดียวเป็นจำนวนมาก
-ต้นทุนการดำเนินงาน ภายใต้การตลาดมุ่งต่างส่วน บริษัทต้องพัฒนาแผนการตลาดแยกจากกัน สำหรับส่วนแบ่งตลาดที่ต่างกัน ซ้ำต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการพยากรณ์ตลาด วิเคราะห์ยอดขาย การส่งเสริมการจำหน่าย
-ต้นทุนสินค้าคงคลัง เป็นธรรมดาที่การจัดการสินค้าคงคลังของสินค้าต่างชนิดกัน ย่อมสิ้นเปลืองมากกว่าการจัดการสินค้าคงคลังของสินค้าชนิดเดียว ตันทุนที่เพิ่มขึ้นคือ การเก็บทะเบียน
(records) มากขึ้น การตรวจสอบมากขึ้น ยิ่งกว่านั้นสินค้าแต่ละชนิดต้องมีให้อยู่ ณ ระดับที่พอเพียงกับความต้องการของลูกค้าด้วย รวมทั้งต้องคาดคะเนความต้องการที่อาจจะคาดไม่ถึงที่เกิดขึ้นด้วย ดังนั้นบางครั้งอาจทำให้ต้องสต็อกสินค้าแต่ละชนิดไว้มากเกินไป ทำให้เสียค่าใช้จ่ายในการรักษาสินค้าคงคลังไว้
-ต้นทุนการส่งเสริมการจำหน่าย การที่จะเข้าถึงส่วนแบ่งตลาดต่าง ๆ กัน ก็ต้องใช้สื่อโฆษณาให้เหมาะสมแต่ละกรณี ซึ่งทำให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายด้านนี้ ยิ่งกว่านั้น แต่ละส่วนแบ่งตลาดอาจต้องมีการวางแผนการโฆษณาที่แตกต่างกัน ซึ่งทำให้ค่าใช้จ่ายด้านนี้สูงขึ้น

เนื่องจากการตลาดมุ่งต่างส่วน ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น แต่ก็ทำให้ยอดขายสูงขึ้นด้วย บางบริษัทพบว่าได้แบ่งแยกตลาดมากเกินไป เขาต้องการที่จะบิหารตราสินค้าเพียง 2-3 ตรา ซึ่งแต่ละตราสินค้าให้ดึงดูดลูกค้าจำนวนมาก โดยพยายามสร้างฐานให้กว้างขึ้น นั่นคือพยายามหาจำนวนลูกค้าให้มาก สำหรับแต่ละตราสินค้า เช่น บริษัทจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน พยายามดึงดูดลูกค้าที่เป็นส่วนผู้ใหญ่ให้มาใช้แชมพูเด็ก เป็นต้น

การตลาดมุ่งเฉพาะส่วน

ทั้งการตลาดที่ไม่แบ่งส่วนตลาดและการตลาดมุ่งต่างส่วน ต่างก็วิ่งหาตลาดขายทั้งหมด อย่างไรก็ตามบริษัทอาจเลือกทางเลือกที่ 3 คือ ดึงดูดเพียงตลาดเดียว เมื่อทรัพยากรของบริษัทมีจำกัด แทนที่จะเข้าหาตลาดส่วนใหญ่ และมีส่วนครองตลาดเล็ก บริษัทจะเข้าไปมีส่วนครองตลาดสูงของตลาดย่อยเพียง 1 หรือ 2 แห่ง คือ มุ่งเฉพาะส่วนของตลาดที่ดี ตัวอย่างเช่น บริษัทเกอร์เบอร์ มุ่งเฉพาะตลาดเด็กอ่อน หรือห้างขายเสื้อผ้าสุภาพสตรีที่มีครรภ์โดยเฉพาะ เป็นต้น การมุ่งเฉพาะส่วนนั้บริษัทจะได้ตำแหน่งตลาดที่แข็งแกร่งในส่วนตลาดนั้น ทำให้ความต้องการของตลาดนั้นโดยเฉพาะ ยิ่งกว่านั้นอาจจะทำให้ประหยัดในการผลิตเฉพาะสินค้านั้น การจัดจำหน่าย และการส่งเสริมการขาย ถ้าเลือกตลาดดี บริษัทจะสามารถได้อัตราผลตอลแทนจากการลงทุนสูง ในขณะเดียวกัน การตลาดมุ่งเฉพาะส่วนนี้ ก็มีความเสี่ยงสูงกว่าปกติ เพราะตลาดเฉพาะสวนอาจจะเปลี่ยนแปลง เช่น ถ้าผุ้หญิงคุมกำเนิดทั้งประเทศ ร้านขายเสื้อผ้าเฉพาะผู้หญิงมีครรภ์ก็ขายไม่ได้ หรือบริษัทคู่แข่งอาจจะเข้ามาในส่วนแบ่งตลาดเดียวกัน ก็จะกระทบกระเทือนบริษัทเราได้

การที่จะเลือกกลยุทธ์ตลาดเป้าหมายการแบ่งตลาดแบบใดนั้น ควรพิจารณาลักษณะต่าง ๆ ดังนั้
1.ทรัพยากรของบริษัท (Company resources) ถ้าทรัพยากรของบริษัทมีจำกัด ไม่สามารถผลิตสินค้าต่าง ๆ เพื่อควบคุมตลาดทั้งหมดได้ ก็จำต้องเลือกตลาดแบบการตลาดมุ่งเฉพาะส่วน (Concentrated marketing)
2.
ลักษณะสินค้า (Product homogeneity) การไม่แบ่งแยกตลาดเลย เหมาะสำหรับสินค้าที่มีลักษณะเหมือนกัน เช่น ผลไม้ หรือ แร่เหล็ก แต่ถ้าสินค้ามีลักษณะต่างกัน เช่น กล้องถ่ายรูปเหมาะกับการตลาดต่างส่วน (Differentiated marketing)
3
.ลักษณะสินค้า (Product stage in the life cycle) เมื่อบริษัทเริ่มแนะนำสินค้าใหม่ ออกสู่ตลาด บริษัทต้องพยายามสร้างอุปสงค์ขั้นปฐม (Primary demand) ดังนั้นควรใช้กลยุทธ์แบบไม่แบ่งส่วนตลาด จึงจะเหมาะ ต่อเมื่อถึงขั้นอิ่มตัวแล้ว บริษัทอาจจะต้องใช้กลยุทธ์แบบการตลาดมุ่งต่างส่วน (Differentiated marketing)
4
.ลักษณะของตลาด (Market homogenuity) ถ้าผู้ซื้อมีรสนิยมเหมือนกัน มีปฏิกิริยาเหมือนกันต่อตัวกระตุ้นทางการตลาด ก็ควรใช้กลยุทธ์การตลาดไม่แบ่งส่วนตลาด (Undifferentiated marketing)
5.
กลยุทธ์การตลาดการแข่งขัน (Competitive marketing strategy) เมื่อมีคู่แข่งขันมาก จึงควรใช้กลยุทธ์แบบการตลาดมุ่งต่างส่วน การตลาดมุ่งเฉพาะส่วน (Concentrated marketing)

หลักการส่วนแบ่งตลาด

วิธีแบ่งส่วนตลาดที่นิยมทำมี 3 วิธี คือ

1.การแบ่งส่วนตลาดเชิงภูมิศาสตร์ (Geographic segmentation) คือ การแบ่งเขตตลาดที่จะขายเป็นส่วนตามภูมิศาสตร์ เช่น ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ หรือจะแบ่งตามขนาดของเมือง หรือแบ่งตามเขตเทศบาล นอกเขตเทศบาล เป็นต้น บริษัทหรือธุรกิจขนาดเล็กที่มีเงินทุนน้อย หรือมีช่องทางการจำหน่ายไม่กว้างขวางพอที่จะขายทั้งประเทศ มักจะนิยมแบ่งส่วนตลาดวิธีนี้

2.การแบ่งส่วนตลาดเชิงประชากร (Demographic segmentation) เป็นการแบ่งตลาดตาม อายุ รายได้ อาชีพ จำนวนคนในครอบครัว การศึกษา ชนชั้นในสังคม และวัฏจักรครอบครัว เช่น ผุ้ผลิตเฟอร์นิเจอร์อาจจะแบ่งส่วนตลาดตามระดับรายได้ ขนาดของครอบครัว และอายุของหัวหน้าครอบครัว เป็นต้น บริษัทที่ขายสินค้าแบบตราสินค้าระดับประเทศ (national brand) จะนิยมใช้การแบ่งตลาดวิธีนี้ แต่การแบ่งส่วนตลาดแบบนี้มีประโยชน์ในการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคน้อย

3.การแบ่งส่วนตลาดเชิงจิตนิสัย (Psychographic segmentation) การแบ่งส่วนตลาดแบบที่ 3 เป็นการแบ่งตามชีวิตความเป็นอยู่ บุคลิกลักษณะ การใช้สินค้า เป็นต้น คนที่อยู่ในกลุ่มประชากรเดียวกัน อาจจะมีลักษณะที่แตกต่างกันด้านจิตนิสัยก็ได้
3.1 ชีวิตความเป็นอยู่ (Life-style) หมายถึงกลุ่มคนที่มีการบริโภค การทำงานและการเล่นที่คล้าย ๆ กัน เราอาจแบ่งชีวิตความเป็นอยู่ของคนได้เป็น พวกฮิปปี้ พวกผู้ดี พวกมีความเป็นอยู่แบบง่าย ๆ ซึ่งจะมีชีวิตความเป็นอยู่แตกต่างกัน เช่น นักการตลาดสามารถแบ่งส่วนตลาดสินค้ารถยนต์ตามชีวิตความเป็นอยู่ได้ พวกมีชีวิตความเป็นอยุ่อย่างธรรมดา มักจะเลือกซื้อรถยนต์ที่ประหยัดให้ความปลอดภัย ส่วนพวกมีชีวิตความเป็นอยู่หรุหรา จะต้องเลือกรถยนต์ที่แสดงถึงฐานะ และเลือแบบสวยสง่า หรือพวกฮิปปี้ อาจจะเลือกซื้อรถที่มีลักษณะเด่นแปลก ๆ เป็นต้น หรือสินค้าประเภทเสื้อผ้า ผุ้หญิงที่เลือกแต่งกายแบบธรรมดามักจะมีชีวิตความเป็นอยุ่แบบง่าย ๆ พวกที่แต่งกายนำแฟชั่น มักจะมีความเป็นอยู่หรูหรา พวกฮิปปี้ อาจชอบแต่งกายเหมือนผู้ชาย เป็นต้น ผุ้ผลิตเครืองสำอาง เหล้า และเฟอร์นิเจอร์ มักชอบที่จะแบ่งตลาดตามชีวิตความเป็นอยู่
3.2 บุคลิกลักษณะ (Personality) บริษัทพยายามใช้บุคลิกลักษณะของผู้บริโภคเป็นตัวแบ่งตลาด และจะพยายามให้มีจินตภาพตราสินค้า (brand image) ต่อสินค้าเขา เพื่อที่จะดึงดูดผุ้บริโภคที่มีบุคลิกต่าง ๆ กัน เช่น พวกที่มีความเชื่อมั่นในตนเอง กล้าแสดงออก หรือพวกที่ไม่ค่อยมีความเชื่อมั่นในตนเอง มักจะขีอาย หรือพวกที่ใช้รถยนต์สปอร์ตกับแบบธรรมดาเป็นพวกที่มีบุคลิกแตกต่างกัน พวกที่ใช้รถสปอร์ตเป็นพวกค่อนข้างคล่องแคล่ว ชอบการแสดงออก และชอบสังคม เป็นต้น
3.3 การแสวงหาผลประโยชน์ (Benefit sought) การแบ่งส่วนตลาดตามผลประโยชน์ที่ผุ้บริโภคต้องการ ในแต่ละตลาดจะประกอบด้วยจำนวนการบริโภคต่างกัน การใช้เนื้อหาสาระโฆษณาต่างกัน หรือมีวิธีทางการดำเนินชีวิตต่างกัน
ตัวอย่างของการแบ่งส่วนตลาดของยาสีฟัน จากการศึกษาผู้บริโภค เราสามารถแบ่งตลาดออกได้เป็น
4 ส่วนใหญ่ ๆ ตามผลประโยชน์ที่ผุ้บริโภคต้องการ คือ
-เพื่อป้องกันฟันผุ
-เพื่อความขาวสะอาดของฟัน
-เพื่อรสชาติของยาสีฟัน
-ราคา
เมื่อแบ่งส่วนตลาดตามผลประโยชน์ได้แล้ว นักการตลาดจะสามารถจัดโปรแกรมการตลาดที่เหมาะสมสำหรับแต่ละส่วนได้ เช่น การโฆษณากับส่วนแบ่งตลาดที่ชอบยาสีฟันเพือป้องกันฟันผุ ควรจะเป็นแบบเน้นหนักด้านวิชาการ เช่น “นายแพทย์แนะนำว่า....” หรือถ้าเป็นพวกชอบราคาถูกก็ควรใช้เนื้อหาสาระที่เป็นเหตุและพูดเน้นด้านราคา เป็นต้น

3.4 สถานะของผุ้ใช้ (User status) เราสามารถแบ่งตลาดตามสถานภาพของผุ้ใช้ เช่น ผู้ไม่เคยใช้ (nonusers),ผุ้ที่เคยใช้ (ex-user), ผุ้มีแนวโน้วว่าจะใช้ (potential user),ผุ้ที่ใช้ครั้งแรก (frist time user),และผุ้ใช้ประจำ (regular rate) บริษัทที่มีส่วนครองตลาดสูงจะมีผุ้ใช้ประจำอยุ่แล้ว ดังนั้นจึงมักจะต้องการพวกที่มีแนวโน้วว่าจะใช้ ขณะที่คุ่แข่งขันที่เป็นบริษัทเล็ก ๆ พยายามที่จะดึงพวกผุ้ใช้ประจำ ให้ใช้ตราสินค้าเดิม

3.5 แบ่งตามปริมาณการใช้ (Usage rate) เช่น ผู้ที่ใช้มาก ใช้ปานกลาง และใช้น้อย เราอาจเรียกการแบ่งส่วนตลาดนี้ว่าเป็นทฤษฏี heavy half หมายความว่า ในปริมาณสินค้าที่ขานได้ทั้งหมด มีผู้บริโภคจำนวนครึ่งหนึ่งจะซื้อสินค้าเป็นจำนวนมากราว 80 เปอร์เซ็นต์ของยอดขายที่ขายได้ทั้งหมด ส่วนอีกครึ่งหนึ่ง เป็นลูกค้าที่ซื้อเป็นจำนวน 20 เปอร์เซ็นต์ของยอดขายเท่านั้น ดังนั้นนักการตลาดควรมุ่งหาลูกค้าประเภท heavy half ซึงเป็นลูกค้าที่มีคุณค่าแก่นักการตลาด เพราะเป็นผู้ที่อุปโภคบริโภคมาก ตัวอย่างเช่น จำนวนผุ้ที่ชอบดื่มเหล้ามีอยู่ครึ่งหนึ่งที่เป็นพวกที่ดื่มเหล้ามาก ราว 80 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณทั้งหมด ส่วนผู้ดื่มอีกครึ่งหนึ่งอาจเป็นพวกที่ดื่มเหล้าน้อย หรือเป็นบางครั้งบางคราวเท่านั้น เป็นต้น

3.6 แฟกเตอร์การตลาด (marketing factors) ได้แก่ ราคา คุณภาพสินค้า และการบริการ เป็นต้น แฟกเตอร์เหล่านี้อาจจะเป็นตัวแบ่งประโยชน์ที่ผุ้บริโภคต้องการ ถ้าผู้ผลิตสินค้าต้องการแบ่งส่วนตลาดผู้บริโภคกลุ่มใหญ่ ก็อาจจะใช้ราคาเป็นตัวแบ่งได้ นั่นคือผลิตสินค้าและขายราคาต่ำ เช่น ยาแก้สิวตรากวนอิม เป็นต้น

ประโยชน์ของการแบ่งส่วนตลาด

การแบ่งส่วนตลาดเป็นแนวความคิดทางการตลาดที่ค่อนข้างสมัยใหม่ ในสมัยโบราณธุรกิจต่าง ๆ มักจะมองเห็นกำไรเป็นสิ่งสำคัญ จึงผลิตสินค้าแต่เพียงตราเดียวเพื่อให้ขายได้ปริมาณมาก ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนผลิตและขายราคาที่ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ และเพื่อที่จะสร้างตลาดให้ใหญ่ที่สุดด้วย เขาจะไม่คิดว่าคนเราชอบสินค้าไม่เหมือนกันและพยายามจะให้ทุกคนชอบสินค้าที่เขาผลิตขึ้นมา

เมื่อมีการแข่งขันกันมากขึ้น ราคาสินค้าเริ่มตก ราได้ของผู้ขายเริ่มลดน้อยลง ผุ้ขายจึงไม่มีอำนาจในการควบคุมราคา เพราะสินค้าต่าง ๆ ในท้องตลาดก็เหมือน ๆ กัน เมื่อเราถึงจุดนี้ ผุ้ขายเริ่มรู้ว่า ควรจะต้องมีการทำสินค้าให้แตกต่างจากคู่แข่งขัน (product differentiation) นั่นคือ เริ่มแนะนำสินค้าที่มีลักษณะแตกต่าง คุณภาพ แบบ และภาพลักษณ์ของสินค้าให้แตกต่างจากคู่แข่งขันอื่น ๆ เพื่อให้ได้ราคาหรือประโยชน์สูงขึ้น ซึ่งเป็นผลทำให้ในปัจจุบันมีสินค้าหลายชนิด หลายแบบให้เลือกมากมาย

การแบ่งส่วนตลาดไม่ได้เริ่มที่จะทำให้สินค้าแตกต่างกัน แต่เริ่มที่จัดแบ่งกลุ่มลูกค้าไม่เหมือนกัน การแบ่งส่วนตลาดคือ การแบ่งตลาดย่อย ๆ ตามกลุ่มลูกค้าที่ต่างกัน ซึ่งกลุ่มย่อยนี้จะถูกเลือกเป็นตลาดเป้าหมาย เพื่อจัดทำส่วนผสมการตลาดที่เหมาะสมสำหรับแต่ละลูกค้ากลุ่มย่อยนั้น

ผู้ขายที่รู้ความต้องการของส่วนแบ่งตลาดต่าง ๆ จะได้รับประโยชน์ 3 ทาง คือ
1.เขาจะอยู่ในตำแหน่งที่เหนื่อกว่าในการเลือกและเปรียบเทียบโอกาสทางการตลาด เขาสามารถตรวจสอบความต้องการของแต่ละส่วนแบ่งตลาด กับข้อเสอนอของคู่แข่งขันปัจจุบัน อาจจะหมายถึงโอกาสทางการตลาดที่ดี
2.ผู้ขายสามารถพิจารณาตัดสินใจเสนอสินค้าที่ดีกว่า และจัดทำสิ่งดึงดูดทางการตลาดที่ดีกว่าได้ (marketing appeals) แทนที่จะจัดโปรแกรมทางการตลาดดที่มุ่งลูกค้าทุก ๆ คน ผู้ขายจะสร้างโปรแกรมตลาดแยกกันเพื่อให้บรรลุความพอในของผุ้ซื้อที่ต่างกัน
3.ผู้ขายสามารถจัดโปรแกรมการตลาด และงบประมาณซึ่งให้เหมาะสมกับลักษณะของแต่ละส่วนตลาดได้ดีกว่า ผุ้ขายสามารถจัดเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพมาก เพื่อให้เป็นที่น่าพอใจจากส่วนตลาดต่าง ๆ กัน

ลักษณะของการแบ่งส่วนตลาดที่มีประสิทธิภาพ

ผู้ขายจะพิจารณาลักษณะผู้ซื้อว่า ลักษณะแบบใดจึงจะเป็นส่วนที่ของตลาดนั้น ๆ ตัวแปรที่ใช้ในการแบ่งตลาดออกเป็นส่วนย่อย ความมีลักษณะอย่างน้อย 3 ประการคือ
1.ต้องสามารถหาข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนลูกค้าในแต่ละส่วนแบ่งตลาดนั้น ได้ไม่ยากนัก (measurability)
2
.ต้องสามารถมุ่งความพยายามทางการตลาดไปยังตลาดเป้าหมายได้ (accessibility)
3.
เมื่อแบ่งตลาดแล้วควรมีจำนวนผุ้บริโภคในแต่ละส่วนมากพอ ซึ่งจะสามารถให้กำไรแก่บริษัทคุ้มกับความพยายามและความเหนื่อยยากในการแบ่งส่วนตลาด (substantiality)

การแบ่งส่วนตลาดและตลาดเป้าหมาย

การแบ่งส่วนตลาดและตลาดเป้าหมาย

การวิเคราะห์การแบ่งส่วนตลาด (market segmentation) เป็นหัวใจสำหรับกลยุทธ์การตลาด เพราะว่ากลยุทธ์การตลาดเกี่ยวข้องกับการเลือกตลาดเป้าหมาย (target market) แล้วจึงจะมาพัฒนาการจัดโปรแกรมทางการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ได้ตลาดเป้าหมายนี้

ทำไมจึงต้องมีการแบ่งส่วนตลาด

ทุกองค์การจำเป็นต้องพิจารณา ไม่เพียงแต่จะต้องสนองความต้องการอะไรบ้าง ควรจะต้องคำนึงว่าเป็นความต้องการของใครบ้างด้วย เพราะเป็นการยากที่นักการตลาดจะจัดหาสินค้า หรือบริการให้เป็นที่ต้องการของลูกค้าทุกคนได้ เนื่องจากขนาดของตลาดกว้างเกินไป จึงจำเป็นต้องเลือกตลาดเพื่อความมีประสิทธิภาพและจะได้จักทรัพยากรของบริษัทที่มีอยู่ให้เหมาะสม ซึ่งนี่คือ ปัญหาของการเลือกตลาดเป้าหมาย

ตลาดมีลักษณะที่แตกต่างกัน บางตลาดอาจประกอบด้วยผู้ซื้อที่มีความร้องการคล้ายกัน ซึ่งจะตอลสนองต่อตัวกระตุ้นทางการตลาดแบบเดียวกัน สมมุติว่าผู้ซื้อเกลือต้องการซื้อเกลือเป็นจำนวนเท่า ๆ กันทุกเดอืน และต้องการหีบห่อแบบที่ง่ายที่สุดและราคาต่ำที่สุด ตลาดที่มีลักษณะเข่นนี้เรียกว่า “ตลาดที่มีผู้บริโภคเป็นลักษณะเดียวกัน (homogeneous market) และการขายให้กับตลาดนี้ค่อนข้างง่าย

ส่วนตลาดที่ประกอบด้วยผู้ซื้อที่พยายามหาสินค้าที่มีคุณภาพแตกต่างและในปริมาณที่ต่างกัน เช่นผู้ซื้อเฟอร์นิเจอร์ อาจจะต้องการแบบ ขนาด สี วัตถุที่ใช้ และราคาในช่วงที่แตกต่างกันมาก ตลาดเช่นนี้ เรียกว่า “ตลาดที่มีผู้บริโภคต่างแบบ (heterogeneous market)” ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการซื้อต่างกันและความสนใจต่างกัน กลุ่มเหล่านี้เรียกว่าเป็นส่วนแบ่งตลาด

ในตลาดที่มีผู้บริโภคต่างแบบ นักการตลาดได้แบ่งตลาดเป้าหมายออกเป็น 3 แบบคือ

1.นักการตลาดสามารถแนะนำสินค้าเพียงชนิดเดียว โดยหวังว่าจะสามารถเข้าถึงทุก ๆคนที่ต้องการซื้อให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เราเรียกว่าเป็นตลาดที่ไม่แบ่งส่วนตลาด (undifferential marketing)

2.นักการตลาดจะเลือกส่วนแบ่งตลาดเฉพาะ และพัฒนาสินค้าให้เหมาะสมกับความต้องการของตลาดนั้น เราเรียกว่า การตลาดมุ่งเฉพาะส่วน (concentrated mardeting)

3.นักการตลาดสามารถแนะนำสินค้าแบบต่าง ๆ หลายชนิด แต่ละชนิดจะดึงดูดลูกค้าต่างกลุ่มกัน เราเรียกว่า การตลาดมุ่งต่างส่วน (differentialed marketing)

การพิจารณาส่วนแบ่งตลาด (market segmenttation) กับการพิจารณาตลาดเป้าหมาย (target market) เป็นสิ่งที่ควรแยกกัน การแบ่งส่วนตลาดเป็นกระบวนการการจัดกลุ่มผู้ซื้อที่มีความต้องการ หรือมีความปรารถนาในการซื้อแตกต่างกันเป็นกลุ่ม ๆ ส่วนตลาดเป้าหมายคือการตัดสินใจของบริษัทว่าส่วนแบ่งตลาดใดที่ต้องการจะสนองความต้องการ

เพื่อให้เข้าใจดียิ่งขึ้น จะยกตัวอย่าง บริษัทต้องการจะเข้าไปในตลาดใดตลาดหนึ่งที่คาดคะเนแล้วว่ามีความต้องการที่เพียงพอ บริษัทจะสัมภาษณ์กลุ่มผู้บริโภคที่ได้สุ่มมาและถามถึงคุณลักษณะสินค้า (product attributes) เช่น คุณภาพ ราคา แบบ และการบริการ เป็นต้น ที่เขาพิจารณาว่าเป็นสิ่งสำคัญในการตัดสินใจซื้อสินค้าประเภทนั้น สมมุติว่ามีคุณลักษณะ 2 ประการ คือ X และ Y ผุ้บริโภคแต่ละคนจะถูกถามต่อ ให้บอกว่า เขาชอบที่จะให้สินค้าชนิดนั้นมีคุณลักษณะอะไรบ้าง หรือจุดยืนตรายี่ห้อของสินค้าที่เขาชอบอยู่ ณ จุดใดในรูปภาพที่แสดงคุณลักษณะ X และ Y ของสินค้าชนิดนั้น ผลคำตอบของผุ้บริโภคจะถูกพล็อตเป็นจุด ๆ ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 3 แบบ

ก.ความชอบแบบเหมือนกัน (Homogeneous preferences)

แสดงถึงลักษณะตลาดที่ประกอบด้วยผู้บริโภคที่ชอบสินค้าเหมือน ๆ กัน ตามคุณลักษณะสินค้า ดังนั้นเราสามารถพยากรณ์ได้ว่า ตรายี่ห้อต่าง ๆ ที่มีอยู่ในห้องตลาดนั้น มีคุณลักษณะที่คล้ายคลึงกันและความชอบอยุ่ระดับกลาง

ข.ความชอบแบบแผ่ขยาย (Diffused preferences)

ในทางตรงกันข้าม ความชอบของผู้บริโภคอาจจุกระจายอยู่ทั่วไป ผู้บริโภคมีความคิดที่แตกต่างกันในสิ่งที่ตนต้องการได้จากสินค้า ถ้ามีสินค้าชนิดนั้นอยู่เพียงตรายี่ห้อเดียว ก็ควรจะมีตำแหน่งอยู่ที่จุดศูนย์กลาง เพราะจะได้สามารถดึงดูดความชอบให้กับคนส่วนมาก การจัดคุณลักษณะของตรานั้นให้อยู่ตรงกลางเพื่อลดความไม่พอใจของผู้บริโภคโดยส่วนรวม ถ้าคู่แข่งขันเข้ามาใจตลาด เขาจะสามารถตั้งตราสินค้า เขาถัดไปจากตราแรก และจะได้ส่วนครองตลาดบางส่วนจากตราแรก ซึ่งมักจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทางเลือกอีกทางหนึ่งคือคู่แข่งขันอาจจะเลือกตำแหน่งที่มุมใดมุมหนึ่ง เพื่อให้ได้กลุ่มลูกค้าประเภทที่ไม่ชอบตราสินค้าที่อยู่ตรงกลาง ถ้ามีตราสินค้าหลาย ๆ ตราในตลาด เขาก็จะกำหนดตำแหน่งเอง ค่อนข้างแตกต่างจากผู้อื่นไปเลย เพื่อแสดงให้เห็นความไม่เหมือนใครและเพื่อให้ลุกค้าที่ชอบสิ่งที่ไม่เหมือนกันได้พอใจ

ค.ความชอบแบบเกาะกลุ่ม (Clustered preferences)

บริษัทที่เข้ามาในตลาดสินค้าชนิดนี้สามารถเลือกได้ 3 แบบ คือ
1.กำหนดตำแหน่งตนเองให้อยู่จุดศูนย์กลางโดยหวังว่าจะดึงดูดลูกค้าทุก ๆกลุ่ม (undifferentialed marketing)
2
.อาจจะกำหนดตำแหน่งตัวเองในส่วนที่ใหญ่ที่สุด (concentrated marketing)
3.
อาจจะผลิตหลาย ๆ ตราสินค้า ซึ่งแต่ละตราสินค้าจะอยู่ในจุดยืนที่ต่างกัน (differentialed marketing)
ดังนั้นถ้าเขาผลิตตราสินค้าเพียงชนิดเดียว คู่แข่งขันก็จะเข้ามาและให้ตราสินค้านั้นอยู่อีกส่วนแบ่งตลาดหนึ่ง

เมื่อบริษัทพิจารณาการเข้าสู่ตลาดแล้ว จะต้องดำเนินตามแต่ละขั้นดังต่อไปนี้ คือ
1.จะต้องพิจารณาคุณลักษณะต่าง ๆ ที่จะเจาะจงส่วนแบ่งตลาดที่แตกต่างกับที่มีอยู่
2.ต้องพิจารณาขนาดและคุณค่าของส่วนแบ่งตลาดนั้น ๆ
3.ต้องพิจารณาว่าตราสินค้าที่มีอยู่ในปัจจุบันอยู่ในตำแหน่งใดในตลาดนั้น
4.ต้องมองหาโอกาสของส่วนแบ่งตลาดนั้นที่ยังไม่ได้รับการบริการหรือตราสินค้าที่มีอยู่ยังไม่ได้รับการบริการอย่างเพียงพอ
5.ต้องพิจารณาลักษณะของส่วนแบ่งตลาดที่น่าสนใจที่เกี่ยวข้อง เช่น ลักษณะภูมิศาสตร์ ประชากรและลักษณะจิตนิสัย เพราะจะทำให้สามารถเข้าสู่ตลาดนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ


 
 

Lorem Ipsum

Followers

Lorem Ipsum