แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การพัฒนาสินค้าใหม่ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การพัฒนาสินค้าใหม่ แสดงบทความทั้งหมด

ขั้นการวิเคราะห์ธุรกิจ (Business analysis)

จุดประสงค์ของขั้นนี้ก็เพื่อทำการประมาณยอดขาย กำไร และอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนของสินค้าใหม่ในอนาคต และเพื่อพิจารณาว่า สิ่งเหล่านี้จะตรงตามจุดประสงค์ของบริษัทหรือไม่ ถ้าตรงตามเป้าหมายบริษัทจะได้ทำการผลิตสินค้าใหม่นั้น การวิเคราะห์ธุรกิจไม่เพียงจะทำกันในขั้นนี้ แต่ควรทำทุกขั้นตลอดขบวนการพัฒนาสินค้าใหม่ เพื่อจะได้ข้อมูลใหม่เพิ่มเติมเกี่ยวกับสินค้าและตลาด บริษัทมีวิธีการต่าง ๆ ในการดำเนินการวิเคราะห์จุดคุ้มทุน (breakeven analysis) การวิเคราะห์เงินรายได้ (earning flow discounting) ทฤษฏีการตัดสินใจของเบเซียน (Bayesian decision theory) และการวิเคราะห์ความเสี่ยง (Risk theory)

การประมาณยอดขายในอนาคต (Estimating future sales)

การติดสินใจว่า ควรจะผลิตสินค้าหรือไม่นั้น ควรจะดูว่าบริษัทสามารถหาตลาดให้สินค้านั้นได้หรือไม่ และตลาดนั้นจะยอมรับสินค้าเร็วและเพียงพอหรือไม่ที่จะทำให้บริษัทได้กำไรเป็นสิ่งตอบแทนที่น่าพอใจ แม้ว่าไม่มีวิธีการประเมินยอดขายในอนาคตโดยวิธีใดที่จะรับประกันได้ว่าสามารถประเมินยอดขายได้อย่างแน่นอน ดังนั้น ผู้บริหารควรจะได้ประมาณยอดขายอย่างสูงไว้เพื่อคำนึงถึงความเสี่ยงด้วย แต่บางครั้งระหว่างยอดขายอย่างต่ำและอย่างสูงกว้างเกินไป ทำให้ยากในการตัดสินใจ อย่างไรก็ตาม ผู้จัดการส่วนใหญ่ต้องการหารูปแบบ เพื่อประมาณยอดขายที่พอจะเชื่อถือได้ ลักษณะของรูปแบบจะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่ว่ารูปแบบนั้นถูกออกแบบมาเพื่อประมาณยอดขายสำหรับสินค้าที่มีการซื้อเพียงครั้งเดียว (one-time purchased product) การซื้อสินค้าไม่บ่อยครั้งนัก หรือการซื้อสินค้าบ่อยครั้ง แสดงให้เห็นถึงวัฎจักรการขายของการซื้อสินค้าเพียงครั้งเดียว ยอดขายจะขึ้นในตอนแรกและจะตกลงถึงระดับศูนย์ คือไม่มีผู้ซื้ออีกแล้วถ้าผู้ซื้อรายใหม่เข้ามาในตลาด เส้นยอดขายก็จะไม่ตกลงจนถึงระดับศูนย์

สินค้าที่ถูกซื้อไม่บ่อยครั้งนัก ซึ่งอาจจะได้แก่สินค้าประเภทคงทน (durable goods) เช่น รถยนต์ ตู้เย็น หรือเครื่องมืออุตสาหกรรม สินค้าเหล่านี้มีวงจรของการซื้อทดแทนหรือการซื้อใหม่(replacement cycles) การซื้อใหม่นี้อาจจะเป็นเพราะสินค้าเสื่อมคุณภาพหรือเพราะมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบลักษณะ เป็นต้น ดังนั้นการพยากรณ์ยอดขายสำหรับสินค้าเหล่านี้ ต้องทำการประมาณยอดขายใหม่ที่ผู้ซื้อครั้งแรกแยกกับยอดขายที่ประมาณไว้สำหรับการซื้อทดแทน

สินค้าใหม่ที่มีการซื้อบ่อย ๆ เช่น สินค้าประเภทไม่คงทนถาวร (nondurable goods) ทีมีวงจรการขายที่จำนวนผู้ซื้อสินค้าครั้งแรกเพิ่มขึ้นและจะลดลงเมื่อมีผู้ซื้อหลงเหลื่ออยู่น้อย การซื้อซ้ำจะเกิดขึ้นภายใจเวลาอันรวดเร็วและจะมีลูกค้าประจำที่แน่นอนจำนวนหนึ่งติดในสินค้า เส้นยอดขายจะค่อย ๆ ตกลงจนถึงระดับหนึ่ง ซึ่งจะแสดงถึงระดับการซื้อซ้ำคงที่ ซึ่งในช่วงนี้สินค้านี้ไม่ใช่สินค้าใหม่อีกแล้ว



1.สินค้าที่มีการซื้อครั้งเดียว
2.สินค้าที่มีการซื้อไม่บ่อยนัก
3.สินค้าที่มีการซื้อบ่อย ๆ

การประมาณยอดขายครั้งแรก (Estimation first-time sales)

มีวิธีการหลายแบบ สำหรับการประมาณการซื้อสินค้าใหม่ครั้งแรกในแต่ละช่วงเวลาโดยไม่คำนึงถึงชนิดของสินค้า ดังตัวอย่างต่อไปนี้

เครื่องมือแพทย์ (Medical equipment) ผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ซึ่งต้องคิดค้นเครื่องมือใหม่ในการตรวจวิเคราะห์ ซึ่งจะตรวจได้เป็นจำนวนมาก และทำได้อย่างรวดเร็วแม่นยำกว่า เครื่องมือคู่แข่งขันที่มีอยู่ เครื่องมือใหม่นี้มีราคาสูง และอัตราการซื้อมีเพียงครั้งเดียว และจะไม่ซื้อซ้ำจนกระทั่งหลายปีผ่านไป จึงจะซื้อเพื่อทดแทน การประมาณตลาดที่เป็นไปได้ (market potential) ของเครื่องมือนี้ สิ่งแรกที่บริษัทจะต้องทำคือ กำหนดส่วนแบ่งตลาดต่าง ๆ ซึ่งได้แก่ โรงพยาบาล คลินิก และสถาบัน ห้องทดลองต่าง ๆ และผู้บริหารจะกำหนดขนาดของผู้ที่จะเป็นลูกค้าที่เป็นไปได้อย่างต่ำของสินค้านี้ของแต่ละส่วนแบ่งตลาดและเอาตัวเลขของส่วนแบ่งตลาด คูณด้วยความน่าจะเป็น ซึ่งจะแตกต่างตามแต่ละส่วนแบ่งตลาด ก็จะได้จำนวนลูกค้าที่เป็นไปได้ เมื่อรวมกันทุกส่วนแบ่งตลาดจะได้ตลาดที่เป็นไปได้

ต่อมาก็จะทำการประมาณอัตราของการเจาะตลาด (rate of market penetration) บริษัทจะประมาณมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการโฆษณา และการขายส่วนตัวของแต่ละช่วงเวลา อัตราของการพูดต่อ ๆ ไปของผู้ใช้ ราคาของเครื่องมือ และปฏิกิริยาของคู่แข่งขัน ซึ่งจากสิ่งเหล่านี้ บริษัทจะสามารถประมาณได้ว่าตลาดที่เป็นไปได้จะมีจำนวนเท่าไรในแต่ละช่วงเวลา และจะสามารถแปลงเป็นยอดขายโดยประมาณของบริษัทได้ง่าย

การประมาณการซื้อทดแทนหรือการซื้อซ้ำ (Estimating replacement or repeat sales)

ถ้าเราคาดว่าจะขายสินค้าทดแทนได้ (replacement sales) ก็บวกจำนวนที่จะขายได้นี้กับการประมาณการขายได้ครั้งแรก บริษัทต้องเดาว่า สินค้าจะใช้ได้นานสักเท่าใด ซึ่งจะเป็นตัวชี้ให้เห็นว่าจะเกิดการใช้สินค้าอีกครั้งเมื่อใด แต่การที่จะมีการซื้อทดแทนสินค้าเก่านั้นจะถูกกระทบกระเทือนหรือหันเหไปมากน้อยเท่าใด ขึ้นกับว่าผู้ซื้อนิยมชมชอบสินค้าเก่าอย่างไรหรือเลือกซื้อสินค้าใหม่ที่เกิดขึ้น ภาวะเศรษฐกิจและแฟกเตอร์อื่น ๆ อีก การประมาณยอดขายของการซื้อสินค้าอีกครั้งหนึ่งนั้นยาก เพราะยอดขายจริงเราก็ยังไม่รู้แน่นอน ดังนั้นบางบริษัทมักนิยมประมาณยอดขายของสินค้าใหม่เฉพาะการขายได้ครั้งแรกเท่านั้น

สำหรับสินค้าที่มีการซื้อบ่อย ๆ ผู้ขายต้องประมาณการซื้อซ้ำ และการซื้อครั้งแรกเพราะว่ามูลค่าต่อหน่วยของสินค้าที่มีการซื้อบ่อย ๆ นั้นต่ำ และควรมีการซื้อซ้ำอีกไม่นานหลังจากได้แนะนำสินค้าไปแล้ว ถ้าอัตราการซื้อสูง แสดงว่าลูกค้าพอใจสินค้านั้น

ประมาณต้นทุนและกำไรในอนาคต (Estimating future costs and profits)

เมื่อบริษัทได้พิจารณายอดขายแล้วก็จะประมาณต้นทุน เพราะว่าต้นทุนหลายประเภท เช่นต้นทุนแรงงานและวัตถุดิบจะแตกต่างกันตรมระดับผลผลิต ต้นทุนการตลาดก็ตั้งตามงบประมาณที่กำหนด ซึ่งการกระทำเข่นนี้ไม่ถูกต้องนัก เพราะการใช้เงินค่าใช้จ่ายใจการส่งเสริมการขายจะเป็นการชักจูงให้ยอดขายเพิ่มมากขั้นหรือน้อยลง เราต้องพิจารณายอดขายและกำไรประกอบไปกับต้นทุนทางการตลาดและโปรแกรมการตลาด

ขั้นการกลั่นกรอง (Screening)

จุดประสงใหญ่ในขั้นพัฒนาสินค้าใหม่ขั้นแรกคือ การพยายามสร้างจำนวนความคิดสินค้าให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่วนจุดประสงค์หลักในขั้นนี้ คือ การลดจำนวนความคิดนั้นลง เพราะบริษัทไม่ใช่ว่าจะมีทรัพยากรหรือความต้องการที่จะพัฒนาความคิดสินค้าทั้งหมดขึ้นมา แม้ว่าความคิดทั้งหมดจะดี แต่อย่างไรก็ตาม ความติดต่าง ๆ จะไม่ดีเท่ากันหมด ดังนั้นจึงต้องมีการประเมินและการติดสินใจ ซึ่งก็คือจะต้องทำการคัดเลือกกลั่นกรอง ในขั้นการคัดเลือกนี้ บริษัทจะต้องพยายามหลีกเลี่ยงความผิดพลาดซึ่งแบ่งได้เป็น 2 แบบ คือ ความผิดพลาดอันเกิดจากการละเลย (drop-error) อาจเกิดขึ้นเมื่อบริษัทละเลยความคิดที่ดีไป ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่ามองไม่เห็นความสามารถที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน ส่วนความคิดพลาดอีกอย่างหนึ่ง ได้แก่ ความผิดพลาดเกิดจากการรับทำ (go-error) คือ บริษัทอาจจะรับความคิดที่ไม่ดีแล้วนำมาผลิตเป็นสินค้าและขายสู่ตลาด เราอาจจะแบ่งแยกความล้มเหลวของสินค้าอย่างน้อยเป็น 3 แบบ คือ

-สินค้าที่ประสบความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง (absolute product failure) เป็นสินค้าที่ทำให้บริษัทขาดทุน และขายได้ไม่คุ้มกับต้นทุนผันแปร
-สินค้าที่ประสบความล้มเหลวบางส่วน
(pratial product failure) คือบริษัทขาดทุน แต่ยังขายได้พอคุ้มกับต้นทุนผันแปร และคุ้มต้นทุนคงที่แต่บางส่วน
-สินค้าที่เกี่อบจะประสบความล้มเหลว
(relative product failure) บริษัทได้กำไรแต่น้อยกว่าอัตราผลตอบแทนที่บริษัทตั้งไว้

ดังนั้นในขั้นตอนการกลั่นกรองนี้ ผู้บริหารไม่ควรกระทำอย่างละเลย เพราะจะทำให้สินค้าประสบความล้มเหลว อย่างไรก็ตามถ้าขบวนการคัดเลือกสินค้าไม่ดี ก็อาจจะปล่อยให้ความคิดที่ไม่ดีผ่านออกไปซึ่งจะทำให้เกิด go-error

เครื่องใช้ในการลำดับความคิดสินค้า (Product-idea rating device)

บริษัทหลายแห่งพยายามหากลไกในการประเมินและคัดเลือกความคิดสินค้าโดยใช้วิธีการเช็กซึงเป็นที่นิยม


Rating scale; 0.00-0.40=ไม่ดี, 0.41-0.45=พอใช้, 0.76-1.00=ดี ,อัตราขั้นต่ำสุดที่ยอมรับได้คือ 7.0

ตัวอย่างจากตาราง คอลัมน์แรก คือ แฟกเตอร์ที่จำเป็นในการผลิตสินค้าให้ประสบความสำเร็จในตลาด คอลัมน์ต่อไปเป็นการให้น้ำหนักของแฟกเตอร์ต่าง ๆ เหล่านี้ตามความสำคัญ ในการณีนี้ผู้บริหารเชื่อว่า ความสามารถทางการตลาดเป็นแฟกเตอร์ที่สำคัญจึงให้น้ำหนักความสำคัญถึง 20 เปอร์เซ็นต์ และความสามารถในการซื้อหาวัสดุเป็นสิ่งสำคัญน้อย จึงให้น้ำหนักเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ งานขั้นต่อไปคือ การประเมินความสามารถของบริษัทตามแฟกเตอร์แต่ละอย่าง โดยให้คะแนนจาก 0.0 ถึง1.0 ถ้าผู้บริหารรุ้สึกว่า ความสามารถทางการตลาดของบริษัทสูงมากก็จะให้คะแนน 0.9 และรู้สึกว่าความสามารถในการหาทำเลที่ตั้งและเครื่องอำนวยความสะดวกต่ำ ก็จะให้คะแนน 0.3 ขั้นสุดท้ายก็คือ คุณความสำคัญของความต้องการนี้ โดยระดับความสามารถของบริษัท เพื่อที่จะได้ผลงานชิ้นสุดท้าย เพื่อพิจารณาดูว่า สินค้าจะประสบความสำเร็จหรือไม่ถ้าจะผลิตออกสู่ตลาด ถ้าการตลาดประสบความสำเร็จตามที่ต้องการ และบริษัทนี้เป็ฯบริษัทที่ดีมากทางด้านการตลาด ก็จะทำให้คะแนนประเมินรวมของความคิดสินค้านั้นสูง จากตัวอย่างในตาราง ความคิดสินค้าได้คะแนนรวม 0.72 ซึ่งอยู่ในระดับที่พอใช้ได้

การค้นหาความคิดสินค้า (Idea generation)

การค้นหาความคิดใหม่ ๆ เป็นขั้นแรกของขบวนการพัฒนาสินค้าใหม่ ซึ่งจะต้องทำการสำรวจหาเทคนิคที่จะปรับปรุงการพัฒนาสินค้าที่ดี และกำจัดความคิดสินค้าที่ไม่ดีออกไปเสียตั้งแต่ขั้นต้น การค้นหาความคิดสินค้า ควรจะเป็นสินค้าที่จะสามารถผลิตได้ และคิดว่าสามารถขายได้

มีบริษัทอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่ทำการค้นหาความคิดสินค้าใหม่ ๆ ขั้นมาอย่างเป็นทางการ แต่จะนำความคิดจากหลาย ๆ แหล่ง ทั้งภายนอกและภายในบริษัทมารวมกัน บางบริษัทจะใช้ขบวนการคันหารอย่างเป็นระบบขึ้นมา เช่น บริษัทผลิตเครื่องใช้ในครัวเรือนแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา จัดระบบการค้นหาสินค้าใหม่โดยให้คณะผู้บริหารในบริษัทไปพักผ่อนเที่ยวปิกนิกตอนวันสุดสัปดาห์ เพื่อจะได้ความคิดใหม่ ๆ เกี่ยวกับเครื่องใช้ในครัวเรือน หรือได้ความคิดในการดัดแปลงเพื่อสินค้าใหม่

แหล่งของความคิดสินค้าใหม่ (Sources of new product ideas)

แหล่งความคิดที่สำคัญได้แก่ ลูกค้า นักวิทยาศาสตร์ คู่แข่งขัน พนักงานขายและตัวแทนจัดจำหน่ายของบริษัท และผู้บริหารชั้นสูง

ลูกค้า (Customer) แหล่งของความคิดสินค้าใหม่ คือ ลูกค้า บริษัทอาจจะสอบถามความต้องการของลูกค้าได้หลายวิธีคือ
ก.ทำการสำรวจจากลูกค้าโดยตรง
ข.ทำการทดสอบโดยการคาดคะเน
ค.จัดกลุ่มสัมมนา
ง.การรับจดหมายแนะนำจากลูกค้า

นักวิทยาศาสตร์ (Scientists) บางบริษัทจะค้นควาความคิดสินค้าจากห้องทดลอง ห้องวิจัย บางบริษัทจะค้นพบสินค้าใหม่ เนื่องจากเป็นผลพลอยได้ของการผลิตสินค้าเดิม หรือทำการดัดแปลงสินค้าใหม่

คู่แข่งขัน (Competitor) บางบริษัทจะคอยเผ้าดูสินค้าใหม่ที่คู่แข่งขันออกมาและนำมาเลียนแบบหรือปรับปรุงใหม่

พนักงานขายและตัวแทนจำหน่าย (Salesman and dealers) ทั้ง 2 เป็นแหล่งที่ดีของแนวความคิดสินค้าที่ดี เพราะเป็นผู้ใกล้ชิดกับลูกค้า ได้ฟังการบ่น หรือความต้องการจากลูกค้า

ผู้บริหารของบริษัท (Top management) ผู้บริหารระดับสูงสามารถช่วยหาสินค้าใหม่ ๆ ที่บริษัทสนใจ และคิดว่าจะสามารถทำให้บริษัทเจริญเติมโต หรือแข็งแกร่งขึ้นได้ หรือเพือช่วยให้บริษัทสามารถชนะจุดอ่อนของบริษัทเองได้

เครื่องมือที่ใช้ในการค้นหาความคิด (Idea-generation devices) ความคิดสินค้าที่ดีควรจะเกิดมาจากสิ่ง 3 ประการ คือ ความคิดดลใจ ความเหนื่อยยาก และวิธีการ มีผู้พยายามค้นหาเทคนิคที่จะช่วยให้เกิดความคิดใหม่ ๆ ขึ้นมา ซึ่งมีหลายวิธีดังนี้
1.การแจกแจงรายละเอียด คุณค่าหรือลักษณะของสินค้า (Attribute list) เทคนิคนี้คือการเขียนคุณลักษณะต่าง ๆ ของสินค้านั้น และลองใช้ความคิดที่จะดัดแปลงคุณลักษณะต่าง ๆ นั้น เพื่อค้นหาสิ่งที่ดีในการปรับปรุงสินค้า ลองพิจารณาตัวอย่างของเหล็กไขควง ลักษณะของสินค้านี้ คือ กลม ก้านไขควงทำด้วยเหล็ก ด้ามถือเป็นไม้ ใช้งานโดยมือ ต้องใช้มือหมุนจึงจะได้กำลังบิด นี่คือลักษณะหรือคุณสมบัติของไขควง ต่อมาลองคิดเปลี่ยนแปลงคุณลักษณะเหล่านี้ เพื่อให้คนสนใจหรือพอใจมากขึ้น ก้านไขควงที่เป็นรูปกลม ๆ อาจจะดัดแปลงเป็นรูปแบบหกเหลี่ยมเพื่อให้มีกำลังดีขึ้น หรืออาจจะคิดใช้กำลังไฟฟ้าแทนกำลังมือ หรือเปลี่ยนกำลังบิดมาเป็นกำลังผลักแทน นายออสบอร์น ได้แนะวิธีการกำหนดคำถาม เพื่อกระตุ้นให้มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างลักษณะดังนี้คือ
-นำไปใช้อย่างอื่นได้หรือไม่ โดยการหาวิธีใหม่ ๆ หรือถ้าดัดแปลงไปใช้ในด้านอื่นจะได้หรือไม่
-จะดัดแปลง
(modify) โดยการเปลี่ยนแปลงสี รูปร่าง เสียง หรืออื่น ๆ
-ขยาย
(magnify) เพิ่มอะไรได้อีก ทำให้แข็งแรงขึ้น สูงขึ้น หรือยาวขึ้น
-หด
(minify) ตัดให้เล็กลง ย่อส่วน ทำให้เบาขึ้น
-ทดแทน
(substitute) อะไรบ้างที่จะมาทดแทน ใช้ส่วนผสมอื่นได้ไหม วิธีการอื่น ๆหรือขบวนการใหม่ ๆ
-การจัดการใหม่
(Rearrange)
-การนำมารวมกัน (combine)

2.การพยายามนำความคิดต่าง ๆ มาสัมพันธ์กัน (Forced relationship) วิธีการนี้เป็นการเขียนความคิดต่าง ๆ มากมาย และพิจารณาว่าแต่ละอันจะมามีส่วนสัมพันธ์กันได้หรือไม่ เพื่อที่จะทำให้เกิดความคิดใหม่ ๆ ขึ้นมา เช่นผู้ผลิตเครื่องใช้สำนักงาน จะเขียนรายชื่อสินค้าต่าง ๆ ที่ผลิต เช่น โต๊ะ ตู้ที่ใส่แฟ้ม ที่ใส่หนังสือ เก้าอี้ เป็นต้น และเขาจะพยายามนำสินค้าต่าง ๆ เหล่านี้มีความสัมพันธ์กันและใช้ความคิดออกแบบโต๊ะใหม่ ที่จะให้มีที่ใส่หนังสืออยู่ในโต๊ะด้วย หรือเขาอาจจะได้ความคิดใหม่โดยทำโต๊ะที่มีลิ้นชักสำหรับใส่แฟ้มเอกสารด้วย แทนที่จะเป็นลิ้นชักธรรมดา เป็นต้น

3.การจัดกลุ่มเพื่อระดมความคิด (Brainstorming) คนเราอาจถูกกระตุ้นให้เกิดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ได้โดยการจัดกลุ่มขึ้นมา เทคนิคนี้เรียกว่า brainstorming วิธีการก็เพื่อจุดประสงค์อย่างเดียวกัน คือ เพื่อระดมผลิตความคิดต่าง ๆ โดยทั่ว ๆ ไป จำนวนคนใจกลุ่มจะมีขนาดระหว่าง 6 ถึง 10 คน การที่ไม่มีจำนวนมากกว่านี้ เพราะถ้ามีผู้เชี่ยว่ชาญในกลุ่มมากเกินไป จะทำให้การมองปัญหาแบบเดียวกันหมด ปัญหาควรจะทำให้เฉพาะเจาะจงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และไม่ควรจะมีมากกว่าหนึ่งปัญหา ช่วงเวลาสนทนาความจะนานประมาณ 1 ชั่วโมง ซึงอาจจะเป็นตอนใดก็ได้ในวันนั้น แต่ในช่วงเวลาตอนเช้าจะเป็นเวลาที่ดีที่สุด ระบบนี้จะทำได้ดีในบริษัทโฆษณา ซึ่งจะมีกลุ่ม brainstorming มากว่า1 กลุ่ม เมื่อลูกค้ามีปัญหา ผู้บริหารก็จะให้กลุ่มนี้ทำการแก้ปัญหา

กระบวนการพัฒนาสินค้าใหม่

แบ่งได้เป็น 7 ขั้นตอนดังนี้

1.ขั้นการค้นหาความคิดสินค้า
2.ขั้นการคัดเลือก
3.ขั้นการพัฒนาแนวความคิดและทดสอบ
4.ขั้นการวิเคราะห์ธุรกิจ
5.ขั้นการพัฒนาสินค้า
6.ขั้นทดสอบตลาด
7.ขั้นผลิตสินค้าออกขาย

 
 

Lorem Ipsum

Followers

Lorem Ipsum