แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การแบ่งส่วนตลาด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การแบ่งส่วนตลาด แสดงบทความทั้งหมด

ประโยชน์ของการแบ่งส่วนตลาด

การแบ่งส่วนตลาดเป็นแนวความคิดทางการตลาดที่ค่อนข้างสมัยใหม่ ในสมัยโบราณธุรกิจต่าง ๆ มักจะมองเห็นกำไรเป็นสิ่งสำคัญ จึงผลิตสินค้าแต่เพียงตราเดียวเพื่อให้ขายได้ปริมาณมาก ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนผลิตและขายราคาที่ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ และเพื่อที่จะสร้างตลาดให้ใหญ่ที่สุดด้วย เขาจะไม่คิดว่าคนเราชอบสินค้าไม่เหมือนกันและพยายามจะให้ทุกคนชอบสินค้าที่เขาผลิตขึ้นมา

เมื่อมีการแข่งขันกันมากขึ้น ราคาสินค้าเริ่มตก ราได้ของผู้ขายเริ่มลดน้อยลง ผุ้ขายจึงไม่มีอำนาจในการควบคุมราคา เพราะสินค้าต่าง ๆ ในท้องตลาดก็เหมือน ๆ กัน เมื่อเราถึงจุดนี้ ผุ้ขายเริ่มรู้ว่า ควรจะต้องมีการทำสินค้าให้แตกต่างจากคู่แข่งขัน (product differentiation) นั่นคือ เริ่มแนะนำสินค้าที่มีลักษณะแตกต่าง คุณภาพ แบบ และภาพลักษณ์ของสินค้าให้แตกต่างจากคู่แข่งขันอื่น ๆ เพื่อให้ได้ราคาหรือประโยชน์สูงขึ้น ซึ่งเป็นผลทำให้ในปัจจุบันมีสินค้าหลายชนิด หลายแบบให้เลือกมากมาย

การแบ่งส่วนตลาดไม่ได้เริ่มที่จะทำให้สินค้าแตกต่างกัน แต่เริ่มที่จัดแบ่งกลุ่มลูกค้าไม่เหมือนกัน การแบ่งส่วนตลาดคือ การแบ่งตลาดย่อย ๆ ตามกลุ่มลูกค้าที่ต่างกัน ซึ่งกลุ่มย่อยนี้จะถูกเลือกเป็นตลาดเป้าหมาย เพื่อจัดทำส่วนผสมการตลาดที่เหมาะสมสำหรับแต่ละลูกค้ากลุ่มย่อยนั้น

ผู้ขายที่รู้ความต้องการของส่วนแบ่งตลาดต่าง ๆ จะได้รับประโยชน์ 3 ทาง คือ
1.เขาจะอยู่ในตำแหน่งที่เหนื่อกว่าในการเลือกและเปรียบเทียบโอกาสทางการตลาด เขาสามารถตรวจสอบความต้องการของแต่ละส่วนแบ่งตลาด กับข้อเสอนอของคู่แข่งขันปัจจุบัน อาจจะหมายถึงโอกาสทางการตลาดที่ดี
2.ผู้ขายสามารถพิจารณาตัดสินใจเสนอสินค้าที่ดีกว่า และจัดทำสิ่งดึงดูดทางการตลาดที่ดีกว่าได้ (marketing appeals) แทนที่จะจัดโปรแกรมทางการตลาดดที่มุ่งลูกค้าทุก ๆ คน ผู้ขายจะสร้างโปรแกรมตลาดแยกกันเพื่อให้บรรลุความพอในของผุ้ซื้อที่ต่างกัน
3.ผู้ขายสามารถจัดโปรแกรมการตลาด และงบประมาณซึ่งให้เหมาะสมกับลักษณะของแต่ละส่วนตลาดได้ดีกว่า ผุ้ขายสามารถจัดเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพมาก เพื่อให้เป็นที่น่าพอใจจากส่วนตลาดต่าง ๆ กัน

ลักษณะของการแบ่งส่วนตลาดที่มีประสิทธิภาพ

ผู้ขายจะพิจารณาลักษณะผู้ซื้อว่า ลักษณะแบบใดจึงจะเป็นส่วนที่ของตลาดนั้น ๆ ตัวแปรที่ใช้ในการแบ่งตลาดออกเป็นส่วนย่อย ความมีลักษณะอย่างน้อย 3 ประการคือ
1.ต้องสามารถหาข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนลูกค้าในแต่ละส่วนแบ่งตลาดนั้น ได้ไม่ยากนัก (measurability)
2
.ต้องสามารถมุ่งความพยายามทางการตลาดไปยังตลาดเป้าหมายได้ (accessibility)
3.
เมื่อแบ่งตลาดแล้วควรมีจำนวนผุ้บริโภคในแต่ละส่วนมากพอ ซึ่งจะสามารถให้กำไรแก่บริษัทคุ้มกับความพยายามและความเหนื่อยยากในการแบ่งส่วนตลาด (substantiality)

การแบ่งส่วนตลาดและตลาดเป้าหมาย

การแบ่งส่วนตลาดและตลาดเป้าหมาย

การวิเคราะห์การแบ่งส่วนตลาด (market segmentation) เป็นหัวใจสำหรับกลยุทธ์การตลาด เพราะว่ากลยุทธ์การตลาดเกี่ยวข้องกับการเลือกตลาดเป้าหมาย (target market) แล้วจึงจะมาพัฒนาการจัดโปรแกรมทางการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ได้ตลาดเป้าหมายนี้

ทำไมจึงต้องมีการแบ่งส่วนตลาด

ทุกองค์การจำเป็นต้องพิจารณา ไม่เพียงแต่จะต้องสนองความต้องการอะไรบ้าง ควรจะต้องคำนึงว่าเป็นความต้องการของใครบ้างด้วย เพราะเป็นการยากที่นักการตลาดจะจัดหาสินค้า หรือบริการให้เป็นที่ต้องการของลูกค้าทุกคนได้ เนื่องจากขนาดของตลาดกว้างเกินไป จึงจำเป็นต้องเลือกตลาดเพื่อความมีประสิทธิภาพและจะได้จักทรัพยากรของบริษัทที่มีอยู่ให้เหมาะสม ซึ่งนี่คือ ปัญหาของการเลือกตลาดเป้าหมาย

ตลาดมีลักษณะที่แตกต่างกัน บางตลาดอาจประกอบด้วยผู้ซื้อที่มีความร้องการคล้ายกัน ซึ่งจะตอลสนองต่อตัวกระตุ้นทางการตลาดแบบเดียวกัน สมมุติว่าผู้ซื้อเกลือต้องการซื้อเกลือเป็นจำนวนเท่า ๆ กันทุกเดอืน และต้องการหีบห่อแบบที่ง่ายที่สุดและราคาต่ำที่สุด ตลาดที่มีลักษณะเข่นนี้เรียกว่า “ตลาดที่มีผู้บริโภคเป็นลักษณะเดียวกัน (homogeneous market) และการขายให้กับตลาดนี้ค่อนข้างง่าย

ส่วนตลาดที่ประกอบด้วยผู้ซื้อที่พยายามหาสินค้าที่มีคุณภาพแตกต่างและในปริมาณที่ต่างกัน เช่นผู้ซื้อเฟอร์นิเจอร์ อาจจะต้องการแบบ ขนาด สี วัตถุที่ใช้ และราคาในช่วงที่แตกต่างกันมาก ตลาดเช่นนี้ เรียกว่า “ตลาดที่มีผู้บริโภคต่างแบบ (heterogeneous market)” ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการซื้อต่างกันและความสนใจต่างกัน กลุ่มเหล่านี้เรียกว่าเป็นส่วนแบ่งตลาด

ในตลาดที่มีผู้บริโภคต่างแบบ นักการตลาดได้แบ่งตลาดเป้าหมายออกเป็น 3 แบบคือ

1.นักการตลาดสามารถแนะนำสินค้าเพียงชนิดเดียว โดยหวังว่าจะสามารถเข้าถึงทุก ๆคนที่ต้องการซื้อให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เราเรียกว่าเป็นตลาดที่ไม่แบ่งส่วนตลาด (undifferential marketing)

2.นักการตลาดจะเลือกส่วนแบ่งตลาดเฉพาะ และพัฒนาสินค้าให้เหมาะสมกับความต้องการของตลาดนั้น เราเรียกว่า การตลาดมุ่งเฉพาะส่วน (concentrated mardeting)

3.นักการตลาดสามารถแนะนำสินค้าแบบต่าง ๆ หลายชนิด แต่ละชนิดจะดึงดูดลูกค้าต่างกลุ่มกัน เราเรียกว่า การตลาดมุ่งต่างส่วน (differentialed marketing)

การพิจารณาส่วนแบ่งตลาด (market segmenttation) กับการพิจารณาตลาดเป้าหมาย (target market) เป็นสิ่งที่ควรแยกกัน การแบ่งส่วนตลาดเป็นกระบวนการการจัดกลุ่มผู้ซื้อที่มีความต้องการ หรือมีความปรารถนาในการซื้อแตกต่างกันเป็นกลุ่ม ๆ ส่วนตลาดเป้าหมายคือการตัดสินใจของบริษัทว่าส่วนแบ่งตลาดใดที่ต้องการจะสนองความต้องการ

เพื่อให้เข้าใจดียิ่งขึ้น จะยกตัวอย่าง บริษัทต้องการจะเข้าไปในตลาดใดตลาดหนึ่งที่คาดคะเนแล้วว่ามีความต้องการที่เพียงพอ บริษัทจะสัมภาษณ์กลุ่มผู้บริโภคที่ได้สุ่มมาและถามถึงคุณลักษณะสินค้า (product attributes) เช่น คุณภาพ ราคา แบบ และการบริการ เป็นต้น ที่เขาพิจารณาว่าเป็นสิ่งสำคัญในการตัดสินใจซื้อสินค้าประเภทนั้น สมมุติว่ามีคุณลักษณะ 2 ประการ คือ X และ Y ผุ้บริโภคแต่ละคนจะถูกถามต่อ ให้บอกว่า เขาชอบที่จะให้สินค้าชนิดนั้นมีคุณลักษณะอะไรบ้าง หรือจุดยืนตรายี่ห้อของสินค้าที่เขาชอบอยู่ ณ จุดใดในรูปภาพที่แสดงคุณลักษณะ X และ Y ของสินค้าชนิดนั้น ผลคำตอบของผุ้บริโภคจะถูกพล็อตเป็นจุด ๆ ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 3 แบบ

ก.ความชอบแบบเหมือนกัน (Homogeneous preferences)

แสดงถึงลักษณะตลาดที่ประกอบด้วยผู้บริโภคที่ชอบสินค้าเหมือน ๆ กัน ตามคุณลักษณะสินค้า ดังนั้นเราสามารถพยากรณ์ได้ว่า ตรายี่ห้อต่าง ๆ ที่มีอยู่ในห้องตลาดนั้น มีคุณลักษณะที่คล้ายคลึงกันและความชอบอยุ่ระดับกลาง

ข.ความชอบแบบแผ่ขยาย (Diffused preferences)

ในทางตรงกันข้าม ความชอบของผู้บริโภคอาจจุกระจายอยู่ทั่วไป ผู้บริโภคมีความคิดที่แตกต่างกันในสิ่งที่ตนต้องการได้จากสินค้า ถ้ามีสินค้าชนิดนั้นอยู่เพียงตรายี่ห้อเดียว ก็ควรจะมีตำแหน่งอยู่ที่จุดศูนย์กลาง เพราะจะได้สามารถดึงดูดความชอบให้กับคนส่วนมาก การจัดคุณลักษณะของตรานั้นให้อยู่ตรงกลางเพื่อลดความไม่พอใจของผู้บริโภคโดยส่วนรวม ถ้าคู่แข่งขันเข้ามาใจตลาด เขาจะสามารถตั้งตราสินค้า เขาถัดไปจากตราแรก และจะได้ส่วนครองตลาดบางส่วนจากตราแรก ซึ่งมักจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทางเลือกอีกทางหนึ่งคือคู่แข่งขันอาจจะเลือกตำแหน่งที่มุมใดมุมหนึ่ง เพื่อให้ได้กลุ่มลูกค้าประเภทที่ไม่ชอบตราสินค้าที่อยู่ตรงกลาง ถ้ามีตราสินค้าหลาย ๆ ตราในตลาด เขาก็จะกำหนดตำแหน่งเอง ค่อนข้างแตกต่างจากผู้อื่นไปเลย เพื่อแสดงให้เห็นความไม่เหมือนใครและเพื่อให้ลุกค้าที่ชอบสิ่งที่ไม่เหมือนกันได้พอใจ

ค.ความชอบแบบเกาะกลุ่ม (Clustered preferences)

บริษัทที่เข้ามาในตลาดสินค้าชนิดนี้สามารถเลือกได้ 3 แบบ คือ
1.กำหนดตำแหน่งตนเองให้อยู่จุดศูนย์กลางโดยหวังว่าจะดึงดูดลูกค้าทุก ๆกลุ่ม (undifferentialed marketing)
2
.อาจจะกำหนดตำแหน่งตัวเองในส่วนที่ใหญ่ที่สุด (concentrated marketing)
3.
อาจจะผลิตหลาย ๆ ตราสินค้า ซึ่งแต่ละตราสินค้าจะอยู่ในจุดยืนที่ต่างกัน (differentialed marketing)
ดังนั้นถ้าเขาผลิตตราสินค้าเพียงชนิดเดียว คู่แข่งขันก็จะเข้ามาและให้ตราสินค้านั้นอยู่อีกส่วนแบ่งตลาดหนึ่ง

เมื่อบริษัทพิจารณาการเข้าสู่ตลาดแล้ว จะต้องดำเนินตามแต่ละขั้นดังต่อไปนี้ คือ
1.จะต้องพิจารณาคุณลักษณะต่าง ๆ ที่จะเจาะจงส่วนแบ่งตลาดที่แตกต่างกับที่มีอยู่
2.ต้องพิจารณาขนาดและคุณค่าของส่วนแบ่งตลาดนั้น ๆ
3.ต้องพิจารณาว่าตราสินค้าที่มีอยู่ในปัจจุบันอยู่ในตำแหน่งใดในตลาดนั้น
4.ต้องมองหาโอกาสของส่วนแบ่งตลาดนั้นที่ยังไม่ได้รับการบริการหรือตราสินค้าที่มีอยู่ยังไม่ได้รับการบริการอย่างเพียงพอ
5.ต้องพิจารณาลักษณะของส่วนแบ่งตลาดที่น่าสนใจที่เกี่ยวข้อง เช่น ลักษณะภูมิศาสตร์ ประชากรและลักษณะจิตนิสัย เพราะจะทำให้สามารถเข้าสู่ตลาดนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ


 
 

Lorem Ipsum

Followers

Lorem Ipsum